เรือสำราญไวรัสฮันตา เทียบท่าเตเนรีเฟแล้ว สเปนระดมแพทย์รับมือ หวั่นซ้ำรอยโควิด

เรือสำราญไวรัสฮันตา เทียบท่าเตเนรีเฟแล้ว สเปนระดมแพทย์รับมือ หวั่นซ้ำรอยโควิด

10 พ.ค. 2569 14:38 น.

เรือสำราญไวรัสฮันตา เทียบท่าเตเนรีเฟแล้ว สเปนระดมแพทย์รับมือ หวั่นซ้ำรอยโควิด

เรือสำราญเอ็มวี ฮอนดิอุส ที่เผชิญการระบาดของไวรัสฮันตา เดินทางถึงเกาะเตเนรีเฟ ในหมู่เกาะคานารีของสเปนแล้ว ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยและสาธารณสุขขั้นสูงสุด 

เรือสำราญเอ็มวี ฮอนดิอุสเดินทางมาถึงใกล้ท่าเรือกรานาดิยา ทางตอนใต้ของเกาะเตเนรีเฟตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเทียบท่าโดยทันที

โดยทางการสเปนประกาศตั้งเขตความปลอดภัย ในรัศมี 1 ไมล์ทะเลรอบเรือ พร้อมระดมกำลังทหาร ตำรวจ และหน่วยกู้ภัยเข้าควบคุมพื้นที่อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสฮันตา ซึ่งถือเป็นโรคติดเชื้อหายากแต่มีความอันตรายสูง

นางโมนิกา การ์เซีย รัฐมนตรีสาธารณสุขสเปนย้ำว่า ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ พร้อมเตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนกจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อน

ด้านนายทีดรอส อัดฮานอม กีเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO เดินทางถึงเตเนรีเฟเพื่อกำกับดูแลปฏิบัติการอพยพผู้โดยสารด้วยตนเอง โดยชื่นชมรัฐบาลสเปนว่ามีการตอบสนองที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพต่อการระบาดครั้งนี้ พร้อมยอมรับว่าความกังวลของประชาชนเป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะบาดแผลจากโควิดยังอยู่ในความทรงจำของทุกคน

อย่างไรก็ตาม WHO ระบุว่าความเสี่ยงที่เชื้อจะระบาดในวงกว้างยังต่ำ เนื่องจากลักษณะของไวรัสฮันตาแตกต่างจากโควิด และรัฐบาลสเปนได้เตรียมมาตรการควบคุมไว้อย่างละเอียดแล้ว

รายงานระบุว่า การระบาดบนเรือสำราญเชื่อมโยงกับพื้นที่ฝังกลบขยะทางตอนใต้สุดของอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นแหล่งดูนกยอดนิยม โดยไวรัสฮันตาถูกแพร่โดยสัตว์ฟันแทะ

โดยปกติไวรัสชนิดนี้แทบไม่ติดต่อจากคนสู่คน แต่ “สายพันธุ์แอนดีส” ถือเป็นข้อยกเว้นที่สามารถแพร่ระหว่างมนุษย์ได้ แม้จะพบได้ไม่บ่อยนัก

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ระยะฟักตัวของโรคอาจยาวนานถึง 9 สัปดาห์ ทำให้หลายประเทศเตรียมมาตรการกักตัวเข้มงวดสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางกลับ

มีรายงานว่าหลังเรือเข้าเทียบท่า ทีมแพทย์จะขึ้นไปตรวจอาการผู้โดยสารทั้งหมด ก่อนแบ่งกลุ่มตามสัญชาติและทยอยลำเลียงขึ้นฝั่งด้วยเรือขนาดเล็ก

หลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ อังกฤษ และชาติสมาชิกสหภาพยุโรป ส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำมารอรับพลเมืองของตน ขณะเดียวกัน เครื่องบินแพทย์เฉพาะทางก็ถูกเตรียมพร้อม หากมีผู้ป่วยต้องถูกแยกตัวฉุกเฉิน

สำหรับชาวสเปน จะถูกส่งต่อไปยังกุงมาดริดและเข้าสู่การกักตัวภาคบังคับในโรงพยาบาลทหารโกเมซ อุลลา

โรงพยาบาลแคนเดลาเรียในเตเนรีเฟยังเตรียมห้องแยกโรคความปลอดภัยสูง พร้อมเครื่องช่วยหายใจและชุดป้องกันจำนวนมาก เพื่อรับมือหากมีผู้ป่วยอาการหนัก

แพทย์หญิงมาร์ มาร์ติน หัวหน้าฝ่ายผู้ป่วยวิกฤตกล่าวว่า แม้บุคลากรทางการแพทย์ไม่เคยรับมือไวรัสฮันตามาก่อน แต่ทุกคนได้รับการฝึกฝนอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ แม้ลูกเรือประมาณ 30 คนจะยังคงอยู่บนเรือเพื่อนำฮอนดิอุสกลับไปยังเนเธอร์แลนด์ แต่สำหรับผู้โดยสารส่วนใหญ่ การเดินทางที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวกลางทะเลใกล้สิ้นสุดลงแล้ว โดยสิ่งที่รอพวกเขาอยู่หลังจากนี้ คือช่วงเวลาของการกักตัวและเฝ้าระวังอาการอีกหลายสัปดาห์ ท่ามกลางสายตาของทั่วโลกที่กำลังจับตาการระบาดของไวรัสฮันตาอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง หลังโลกเพิ่งผ่านฝันร้ายจากโควิดมาไม่นาน

เหตุการณ์นี้ถูกยกให้เป็นปฏิบัติการด้านสาธารณสุขที่ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ของสเปน โดยมีถึง 23 ประเทศร่วมประสานงานส่งเครื่องบินมารับพลเมืองของตัวเองกลับบ้าน ท่ามกลางความกังวลของประชาชนในพื้นที่ที่หวั่นว่าเหตุการณ์อาจลุกลามเหมือนช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19.

ที่มา :BBC

ระทึกกลางอ่าวไมอามี! เรือเช่าเหมาลำระเบิด เจ็บนับสิบ เร่งสอบสาเหตุ

ระทึกกลางอ่าวไมอามี! เรือเช่าเหมาลำระเบิด เจ็บนับสิบ เร่งสอบสาเหตุ

10 พ.ค. 2569 09:31 น.

ระทึกกลางอ่าวไมอามี! เรือเช่าเหมาลำระเบิด เจ็บนับสิบ เร่งสอบสาเหตุ

เกิดเหตุเรือเช่าเหมาลำระเบิดกลางอ่าวบิสเคย์น ใกล้จุดท่องเที่ยวยอดนิยมในเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 11 คน

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลาประมาณ 12.48 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม โดยเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยไมอามี-เดด ได้รับแจ้งเหตุเรือระเบิดขณะลอยลำอยู่ในอ่าวบิสเคย์น ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำชื่อดังของรัฐฟลอริดา

เบื้องต้น คณะกรรมการอนุรักษ์ปลาและสัตว์ป่าแห่งรัฐฟลอริดาระบุว่า ขณะเกิดเหตุมีผู้โดยสารอยู่บนเรือเช่าเหมาลำหลายคน และแรงระเบิดทำให้ผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

หลังได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 24 หน่วยถูกส่งเข้าพื้นที่ทันที โดยทีมกู้ภัยเปิดเผยว่า พบผู้บาดเจ็บหลายรายที่ต้องได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน ก่อนนำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 11 คน ส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ใกล้เคียง

อย่างไรก็ตาม ทางการยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บ หรือจำนวนผู้โดยสารทั้งหมดที่อยู่บนเรือในขณะเกิดเหตุ

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือและตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วย โดยคณะกรรมการอนุรักษ์ปลาและสัตว์ป่าแห่งรัฐฟลอริดาระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุของการระเบิดครั้งนี้

สำหรับ “ฮอลโอเวอร์ แซนด์บาร์” ถือเป็นจุดพักผ่อนและล่องเรือยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในเมืองไมอามี ทำให้เหตุเรือระเบิดครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในสหรัฐฯ และบนโลกออนไลน์ เนื่องจากเกิดขึ้นในพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีผู้คนพลุกพล่านช่วงสุดสัปดาห์.

ที่มา : AP

กู้ร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุภูเขาไฟดุโกโน อินโดนีเซียปะทุได้แล้ว 1 ศพ เร่งค้นหาอีก 2 ที่ยังสูญหาย

กู้ร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุภูเขาไฟดุโกโน อินโดนีเซียปะทุได้แล้ว 1 ศพ เร่งค้นหาอีก 2 ที่ยังสูญหาย

10 พ.ค. 2569 08:39 น.

กู้ร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุภูเขาไฟดุโกโน อินโดนีเซียปะทุได้แล้ว 1 ศพ เร่งค้นหาอีก 2 ที่ยังสูญหาย

กู้ภัยอินโดนีเซียพบแล้ว ร่างผู้เสียชีวิตรายแรกจากเหตุภูเขาไฟดุโกโนปะทุ เชื่อว่าเป็นนักปีนเขาชาวอินโดนีเซีย ขณะที่นักปีนเขาชาวสิงคโปร์อีก 2 ยังสูญหาย แม้เจ้าหน้าที่จะระบุพิกัดได้แล้วก็ตาม

นายอิวาน รัมดานี หัวหน้าหน่วยกู้ภัยท้องถิ่น เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่ โดยเชื่อว่าเป็นหญิงชื่อ “แองเจิล” ก่อนส่งไปยังโรงพยาบาลประจำภูมิภาคเพื่อยืนยันเอกลักษณ์บุคคลอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม ภารกิจค้นหานักปีนเขาชาวสิงคโปร์อีก 2 คนยังเต็มไปด้วยอุปสรรค เนื่องจากภูเขาไฟยังคงปะทุอย่างต่อเนื่อง มีฝนตกหนัก และเกิดน้ำหลากปนเศษซากภูเขาไฟ รวมถึงวัสดุภูเขาไฟที่ยังมีความร้อนสูง ทำให้การเข้าถึงพื้นที่เป็นไปอย่างยากลำบากและเสี่ยงอันตรายต่อทีมกู้ภัย

หนึ่งในผู้สูญหายได้เปิดใช้งานอุปกรณ์ส่งสัญญาณฉุกเฉิน หรือ Locator Beacon ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถระบุตำแหน่งได้

ก่อนหน้านี้ หน่วยกู้ภัยอินโดนีเซียเปิดเผยรายชื่อผู้สูญหายทั้งสอง ได้แก่ Heng Wen Qiang Timothy อายุ 30 ปี และ Shahin Muhrez bin Abdul Hamid อายุ 27 ปี

ทั้งสองคน รวมถึงนักปีนเขาชาวอินโดนีเซียที่เสียชีวิต อยู่ในกลุ่มนักเดินป่าทั้งหมด 20 คน ที่กำลังเดินอยู่บนไหล่เขาของภูเขาไฟดุโกโน ขณะเกิดการปะทุในช่วงเช้าวันศุกร์ ส่งเถ้าถ่านพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงกว่า 10 กิโลเมตร

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทั้ง 3 คนสูญหาย ขณะที่นักปีนเขาที่เหลืออีก 17 คน ซึ่งประกอบด้วยชาวสิงคโปร์ 7 คน และชาวอินโดนีเซีย 10 คน ได้รับการช่วยเหลือออกจากพื้นที่อย่างปลอดภัยในเวลาต่อมา

ด้านสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซีย หรือ BNPB ระบุว่า เจ้าหน้าที่พบตำแหน่งของนักปีนเขาชาวสิงคโปร์ทั้งสองคนแล้ว แต่สภาพภูมิประเทศที่ยากลำบาก และกิจกรรมภูเขาไฟที่รุนแรงขึ้น ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อภารกิจช่วยเหลือ

ขณะที่กระทรวงต่างประเทศของสิงคโปร์เปิดเผยว่า กำลังประสานงานใกล้ชิดกับทางการอินโดนีเซีย เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลแก่ผู้ประสบเหตุและครอบครัว โดยนักปีนเขาชาวสิงคโปร์อีก 7 คนที่ได้รับการอพยพ จะเดินทางกลับประเทศในวันอาทิตย์นี้

ที่มา :channelnewsasia

สภาญี่ปุ่นถอดถอน นายกเทศมนตรีเมืองฮาจิโรงาตะ หลังป่วยหมดสติหลายเดือน

สภาญี่ปุ่นถอดถอน นายกเทศมนตรีเมืองฮาจิโรงาตะ หลังป่วยหมดสติหลายเดือน

10 พ.ค. 2569 05:25 น.

สภาญี่ปุ่นถอดถอน นายกเทศมนตรีเมืองฮาจิโรงาตะ หลังป่วยหมดสติหลายเดือน

สภาท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่นได้ลงมติถอดถอนนายกเทศมนตรีเมืองฮาจิโรงาตะ หลังจากเขาล้มป่วยจนอยู่ในสภาวะหมดสติมานานหลายเดือน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 9 พ.ค. 2569 ที่ประชุมสภาเมืองฮาจิโรงาตะ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น มีมติเป็นเอกฉันท์ผ่านญัตติไม่ไว้วางใจนายกเทศมนตรี คิคุโอะ ฮาตาเกะยามะ วัย 72 ปี หลังจากเขาล้มป่วยลงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ด้วยอาการเลือดออกในสมอง

ผลจากการลงมติครั้งนี้ทำให้นาย ฮาตาเกะยามะ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองฮาจิโรงาตะมาตั้งแต่ปี 2551 จะพ้นจากตำแหน่งโดยอัตโนมัติในวันที่ 19 พ.ค.นี้

สมาคมสภาเมืองและหมู่บ้านแห่งชาติของญี่ปุ่นระบุว่า การยื่นญัตติไม่ไว้วางใจนายกเทศมนตรีเนื่องจากอาการเจ็บป่วยแบบนี้ เป็นเรื่องที่แทบไม่เคยเกิดขึ้น และการถอดถอนนายฮาตาเกะยามะเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก แต่มีความจำเป็นในแง่ของการบริหารจัดการ

หนังสือพิมพ์ Japan Times รายงานว่า เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ภรรยาของนายฮาตาเกะยามะร้องขอให้สภาเมืองช่วยประเมินว่าเขายังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้หรือไม่ พร้อมระบุว่าการลาออกจากตำแหน่งน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับตัวเขา

อย่างไรก็ตาม กฎหมายท้องถิ่นระบุว่า นายกเทศมนตรีที่ต้องการลาออกจะต้องแจ้งความจำนงต่อประธานสภาด้วยตนเอง ทางเทศบาลเมืองจึงชี้แจงเมื่อเดือนที่แล้วว่า คำร้องขอลาออกที่ยื่นโดยสมาชิกในครอบครัวนั้นไม่มีผลทางกฎหมาย

ด้วยเหตุนี้ การลงมติไม่ไว้วางใจจึงถูกเลือกให้เป็นวิธีที่รวดเร็วที่สุดในการถอดถอนนายกเทศมนตรีออกจากตำแหน่ง เพื่อให้การบริหารงานเดินหน้าต่อไปได้ และคาดว่าจะมีการจัดการเลือกตั้งเพื่อหาผู้สืบทอดตำแหน่งคนใหม่ภายใน 50 วัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านวอนประชาชนลดการใช้ไฟฟ้า-ก๊าซ ผลจากสหรัฐฯ ปิดล้อม

อิหร่านวอนประชาชนลดการใช้ไฟฟ้า-ก๊าซ ผลจากสหรัฐฯ ปิดล้อม

10 พ.ค. 2569 04:08 น.

อิหร่านวอนประชาชนลดการใช้ไฟฟ้า-ก๊าซ ผลจากสหรัฐฯ ปิดล้อม

(ภาพจาก  AFP PHOTO / HO / IRANIAN PRESIDENCY)

ทางการอิหร่านกำลังรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้ไฟฟ้าและก๊าซลง หลังจากมาตรการปิดล้อมของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าเข้าสู่ประเทศ

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2569 สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน เรียกร้องให้ประชาชนชาวอิหร่านลดการใช้ไฟฟ้าและก๊าซให้น้อยลง เพื่อไม่ให้รัฐบาลต้องออกมาตรการบังคับใช้ข้อจำกัดต่างๆ

“ในสถานการณ์ปัจจุบัน เราต้องป้องกันไม่ให้เกิดแรงกดดันต่อโครงข่ายพลังงานของประเทศ ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนและการบริหารจัดการการบริโภค” เปเซชเคียนกล่าว

ด้าน รองประธานาธิบดี ซากับ เอสฟานี เสนอแนะว่า สังคมสามารถช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงได้ด้วยวิธีการง่ายๆ “เพียงแค่แต่ละคนใช้น้ำมันเบนซินลดลงวันละ 1 ถึง 1.5 ลิตรก็เพียงพอแล้ว” เอสฟานีกล่าว ตามรายงานของสำนักข่าว Mehr ของอิหร่าน

ปัจจุบัน อิหร่านกำลังเผชิญกับ ภาวะกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนัก จากการถูกสหรัฐฯ ปิดล้อมบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติที่ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผอ. WHO รับรองชาวเกาะเตเนริเฟ เรือสำราญไวรัสไม่อันตราย

ผอ. WHO รับรองชาวเกาะเตเนริเฟ เรือสำราญไวรัสไม่อันตราย

10 พ.ค. 2569 02:57 น.

ผอ. WHO รับรองชาวเกาะเตเนริเฟ เรือสำราญไวรัสไม่อันตราย

ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก รับรองกับชาวเกาะเตเนริเฟว่า เรือสำราญที่เกิดการแพร่กระจายของไวรัสฮันตา ซึ่งกำลังจะไปจอดเทียบท่า มีความเสี่ยงที่เชื้อจะแพร่กระจายต่ำ หลังเผชิญกระแสต่อต้าน

เมื่อ 9 พ.ค. 2569 ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาสร้างความมั่นใจให้กับชาวเกาะเตเนริเฟ (Tenerife) ว่า เรือสำราญที่เกิดการแพร่กระจายของไวรัสฮันตา ซึ่งกำลังเดินทางมาจอดเทียบท่าที่เกาะแห่งนี้ มีความเสี่ยงของการติดเชื้ออยู่ในระดับต่ำ

ดร.เกเบรเยซุสย้ำในข้อความส่วนตัวถึงประชาชนบนเกาะเตเนริเฟ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะคานารี ว่า “นี่ไม่ใช่โควิดอีกระลอก” และในขณะนี้ไม่มีผู้โดยสารที่มีอาการป่วยหลงเหลืออยู่บนเรือ “เอ็มวี ฮอนดิอุส” (MV Hondius) แล้ว

“ผมทราบดีว่าพวกคุณกำลังกังวล” ดร.เกเบรเยซุส กล่าวกับชาวเตเนริเฟ “ผมรู้ว่าเมื่อคุณได้ยินคำว่า ‘การระบาด’ และเห็นเรือกำลังมุ่งหน้ามายังชายฝั่ง ความทรงจำเก่าๆ ที่พวกเรายังไม่ลืมเลือนจะย้อนกลับมา ความเจ็บปวดจากปี 2563 ยังคงเป็นเรื่องจริง และผมไม่เคยมองข้ามความรู้สึกนั้นเลยแม้แต่นาทีเดียว”

“แต่ผมต้องการให้พวกคุณฟังผมชัดๆ นี่ไม่ใช่โควิดอีกระลอก ความเสี่ยงด้านสาธารณสุขในปัจจุบันจากไวรัสฮันตายังคงอยู่ในระดับต่ำ” ผอ.องค์การอนามัยโลกย้ำ และเสริมว่า ขณะนี้มีผู้เชี่ยวชาญจาก WHO คือ ดร. เฟรดดี บันซา-มูโตกา อยู่บนเรือ MV Hondius ด้วย

WHO ระบุว่า ดร. เฟรดดี พร้อมด้วยแพทย์ชาวดัตช์อีกสองท่าน กำลังประเมินอาการทางแพทย์และความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อของทุกคนบนเรือ และรายงานล่าสุดระบุว่าไม่มีผู้โดยสารรายใดแสดงอาการของไวรัสฮันตาเพิ่มเติมแล้ว

ทั้งนี้ เรือ MV Hondius มีกำหนดจะเข้าจอดที่ท่าเรือกรานาดียา (Granadilla) ในช่วงเวลาประมาณ 04:00 – 06:00 น. ตามเวลา GMT ของวันอาทิตย์ ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมากให้กับคนในพื้นที่ ส่วนนายเฟร์นันโด คลาวิโฆ ประธานรัฐบาลแคว้นกานาเรียสก็คัดค้านเรื่องนี้

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีการยืนยันพบผู้ติดเชื้อในกลุ่มผู้โดยสารบนเรือลำนี้ 6 ราย โดยมี 1 รายเสียชีวิตระหว่างการเดินเรือ ส่วนอีก 2 รายเสียชีวิตหลังถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

ทางเจ้าหน้าที่ของสเปนได้พยายามคลายความกังวลเกี่ยวกับการมาถึงของเรือลำนี้ โดยชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการกักกันและป้องกันอย่างเข้มงวด

นางโมนิกา การ์เซีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสเปน กล่าวในการแถลงข่าวว่า ผู้โดยสารจะถูกกักตัวไว้บนเรือและจะได้รับอนุญาตให้ออกจากเรือด้วยเรือลำเล็กก็ต่อเมื่อมีเที่ยวบินส่งตัวกลับประเทศ มารอรับพวกเขาอยู่ที่ลานบินแล้วเท่านั้น

อนึ่ง ตามปกติแล้วไวรัสฮันตาจะมีสัตว์ฟันแทะเป็นพาหะ แต่การแพร่เชื้อจากคนสู่คนในสายพันธุ์แอนดีส (Andes strain) นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งทาง WHO เชื่อว่าผู้โดยสารบางส่วนบนเรือได้รับเชื้อนี้มาในขณะที่อยู่ในอเมริกาใต้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อังกฤษส่งเรือรบมุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง จ่อทำภารกิจคุ้มครองฮอร์มุซ

อังกฤษส่งเรือรบมุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง จ่อทำภารกิจคุ้มครองฮอร์มุซ

10 พ.ค. 2569 01:15 น.

อังกฤษส่งเรือรบมุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง จ่อทำภารกิจคุ้มครองฮอร์มุซ

สหราชอาณาจักรส่งเรือรบไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำภารกิจคุ้มครองเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เมื่อ 9 พ.ค. 2569 กระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักรประกาศว่า กำลังดำเนินการส่งเรือรบไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจที่อาจเกิดขึ้นในการปกป้องเส้นทางการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

กระทรวงกลาโหมระบุว่า เรือ HMS Dragon ของราชนาวีอังกฤษ จะทำหน้าที่สนับสนุนความพยายามในการกวาดล้างทุ่นระเบิดและคุ้มครองเรือพาณิชย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่เน้น “การป้องกันเพียงอย่างเดียว”

“การส่งเรือ HMS Dragon ไปประจำการล่วงหน้า เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนที่รอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าสหราชอาณาจักรมีความพร้อม ในฐานะส่วนหนึ่งของกองกำลังผสมพหุภาคีที่นำโดยสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ในการรักษาความปลอดภัยบริเวณช่องแคบเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย” โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าว

ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสกำลังเป็นผู้นำในความพยายามสร้างภารกิจพหุภาคี เพื่อรักษาความปลอดภัยในการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกปิดโดยพฤตินัยนับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. พวกเขายังเชิญชวนให้พันธมิตรนานาชาติรายอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วมด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กรีซตรวจสอบเรือโดรนปริศนา หลังพบในทะเลไอโอเนียน

กรีซตรวจสอบเรือโดรนปริศนา หลังพบในทะเลไอโอเนียน

10 พ.ค. 2569 00:17 น.

กรีซตรวจสอบเรือโดรนปริศนา หลังพบในทะเลไอโอเนียน

กองทัพกรีซกำลังเร่งตรวจสอบเรือโดรนไร้คนขับปริศนาลำหนึ่ง หลังถูกชาวประมงท้องถิ่นพบซ่อนอยู่ในถ้ำ ใกล้กับเกาะในทะเลไอโอเนียน โดยพบวัตถุระเบิดในเรือด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 9 พ.ค. 2569 ว่า ชาวประมงพบเรือโดรนลำหนึ่งภายในถ้ำใกล้กับเกาะเลฟกาดา (Lefkada) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (7 พ.ค.) และได้แจ้งหน่วยยามฝั่งซึ่งต่อมาได้ลากเรือลำนี้ไปยังท่าเรือวาสิลิกิ (Vasiliki) ที่อยู่ใกล้เคียง

สื่อท้องถิ่นของกรีซรายงานว่า โดรนลำนี้บรรจุวัตถุระเบิดและเครื่องยนต์ยังคงทำงานอยู่ในขณะที่ถูกค้นพบ นอกจากนี้ยังมีรายงานระบุว่าตัวเรืออาจผลิตในยูเครน หรือมีความเชื่อมโยงกับสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่กำลังดำเนินอยู่

ภาพที่ปรากฏบนโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นเรือของหน่วยยามฝั่งกรีซกำลังลากโดรนที่มีความยาวหลายเมตรลำนี้เข้าสู่ท่าเรือ โดยลักษณะภายนอก โดรนมีสีเข้มและฝาปิดด้านบนเปิดออก บนตัวเรือไม่ปรากฏเครื่องหมายใดๆ ที่ระบุถึงแหล่งที่มาของตัวเรือ

ขณะนี้กระทรวงกลาโหมของกรีซกำลังเข้ามากำกับดูแลการสืบสวนแล้ว โดยผู้เชี่ยวชาญทางการทหารของกรีซจะดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาวัตถุประสงค์ของโดรนลำนี้ ว่ามันหลุดเข้ามาในน่านน้ำของกรีซเนื่องจากความล้มเหลวทางเทคนิค หรือเกิดจากการขาดการติดต่อกับศูนย์ควบคุมหรือไม่

ข้อสันนิษฐานหนึ่งที่มีการรายงานคือ โดรนลำนี้อาจถูกเตรียมไว้เพื่อใช้จัดการกับ “กองเรือเงา” (Shadow Fleet) ของรัสเซีย ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกเรือบรรทุกน้ำมันหลายร้อยลำที่ใช้ขนส่งน้ำมันและก๊าซของรัสเซีย เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกที่ประกาศใช้หลังจากการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2565

หนังสือพิมพ์ Ta Nea ของกรีซระบุว่า เรือลำดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับโดรน MAGURA V5 ของยูเครน ซึ่งเคยถูกนำมาใช้งานหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม รายงานนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปูตินลั่น เป้าหมายในสงครามยูเครนนั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว

ปูตินลั่น เป้าหมายในสงครามยูเครนนั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว

9 พ.ค. 2569 22:51 น.

ปูตินลั่น เป้าหมายในสงครามยูเครนนั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว

รัสเซียจัดพิธีเฉลิมฉลองวันแห่งชัยชนะเหนือนาซีเยอรมัน โดย วลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวสุนทรพจน์โจมตีนาโตและยูเครน โดยยืนยันว่า เป้าหมายต่างๆ ในการทำสงครามของรัสเซียนั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว

เมื่อ 9 พ.ค. 2569 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ ณ จัตุรัสแดง โดยระบุว่า ทหารของเขาในยูเครนกำลังต่อสู้กับ “กองกำลังที่ก้าวร้าว” ซึ่งสนับสนุนโดยกลุ่มนาโต (NATO) ทั้งหมด พร้อมทั้งระบุว่าเป้าหมายในสงครามของเขานั้น “ชอบด้วยเหตุผล” แล้ว

ปูตินชูวันแห่งชัยชนะของสหภาพโซเวียตเหนือนาซีเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นหัวใจสำคัญในการปกครองของเขามาตลอด 25 ปี ซึ่งตามปกติแล้วทางการรัสเซียจะจัดพิธีสวนสนามอย่างยิ่งใหญ่และตระการตา

แต่ในปีนี้ เนื่องจากการโจมตีระยะไกลของยูเครนที่เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลเครมลินต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและลดขนาดการเฉลิมฉลองลง

พิธีสวนสนามในครั้งนี้มีขนาดเล็กลงกว่าปีก่อนๆ อย่างมาก โดยไม่มีการนำยุทโธปกรณ์ทางทหารมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสองทศวรรษ และมีบุคคลสำคัญจากต่างประเทศเข้าร่วมเพียงไม่กี่ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้นำจากประเทศพันธมิตรที่ใกล้ชิดของรัสเซียเท่านั้น

ทั้งรัสเซียกับยูเครนต่างตกลงที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 3 วันในช่วงกิจกรรมดังกล่าว ตามการประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านี้มอสโกเคยขู่ว่าจะโจมตีใจกลางกรุงเคียฟ “ครั้งใหญ่” หากยูเครนเข้ามาขัดขวางการดำเนินพิธีการ

ในสุนทรพจน์ต่อหน้าขบวนสวนสนาม ซึ่งมีทั้งหน่วยทหารของรัสเซียและทหารจากเกาหลีเหนือเข้าร่วม ปูตินได้อ้างถึงชัยชนะของสหภาพโซเวียตเพื่อระดมแรงสนับสนุนให้แก่กองทัพของเขาในยูเครน

“วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของคนในยุคสมัยแห่งชัยชนะ ได้สร้างแรงบันดาลใจแก่ทหารผู้กำลังปฏิบัติหน้าที่ตามเป้าหมายของปฏิบัติการพิเศษทางทหารในวันนี้” ปูตินกล่าว “พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับกองกำลังที่ก้าวร้าว ซึ่งได้รับการติดอาวุธและสนับสนุนจากกลุ่มนาโตทั้งหมด และถึงจะเป็นเช่นนั้น เหล่าฮีโร่ของเราก็ยังคงรุกไปข้างหน้า”

“ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าภารกิจของเรานั้นชอบด้วยเหตุผลแล้ว” ปูตินประกาศ

อย่างไรก็ตาม สุนทรพจน์ดังกล่าวได้รับการตอบสนองอย่างเย็นชาจากคนบางส่วนในรัสเซีย ท่ามกลางปัญหาอินเทอร์เน็ตล่มและความเหนื่อยล้าจากสงครามยูเครนที่ยืดเยื้อมานานถึง 4 ปี ซึ่งบดบังบรรยากาศการเฉลิมฉลองในครั้งนี้

สำนักข่าว AFP สอบถาม “เอเลนา” นักเศรษฐศาสตร์วัย 36 ปี ถึงความรู้สึกในวันแห่งชัยชนะ ซึ่งเป็นวันรำลึกถึงตอนที่สหภาพโซเวียตเอาชนะนาซีเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 2 เธอตอบเพียงว่า “ไม่รู้สึกอะไรเลย … ฉันต้องการใช้อินเทอร์เน็ต แต่ตอนนี้มันใช้ไม่ได้” เธอบอกด้วยว่า เธอจะไม่รับชมการสวนสนามในครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

บุคคลปริศนา บุกรุกสนามบินเดนเวอร์ โดนเครื่องบินชนดับคารันเวย์

บุคคลปริศนา บุกรุกสนามบินเดนเวอร์ โดนเครื่องบินชนดับคารันเวย์

9 พ.ค. 2569 21:52 น.

บุคคลปริศนา บุกรุกสนามบินเดนเวอร์ โดนเครื่องบินชนดับคารันเวย์

บุคคลปริศนาบุกรุกเข้าไปในสนามบินเดนเวอร์ในยามวิกาล ก่อนจะถูกเครื่องบินของสายการบินฟรอนเทียร์ ที่กำลังจะออกเดินทาง ชนจนเสียชีวิตบนรันเวย์ และทำให้มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ 12 ราย

เมื่อ 9 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เกิดเหตุเครื่องบินของสายการบิน “ฟรอนเทียร์ แอร์ไลน์ส” (Frontier Airlines) พุ่งชนคนเสียชีวิตขณะกำลังพยายามนำเครื่องขึ้นจากรันเวย์ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติเดนเวอร์ เมื่อกลางดึกคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

ทางท่าอากาศยานนานาชาติเดนเวอร์ (DIA) ระบุในแถลงการณ์ว่า การพุ่งชนครั้งนี้ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ที่เครื่องยนต์เป็นเวลาสั้นๆ ซึ่งทางหน่วยดับเพลิงเดนเวอร์สามารถควบคุมเพลิงได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนสายการบินฟรอนเทียร์แถลงว่า มีกลุ่มควันลอยเข้ามาภายในห้องโดยสาร จึงมีการอพยพผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 224 คนลงจากเครื่องผ่านสไลด์ฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัย พร้อมระบุด้วยว่า “เราเสียใจอย่างที่สุดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”

ข้อมูลจากสนามบินระบุว่า บุคคลดังกล่าวข้ามรั้วรักษาความปลอดภัยเข้ามา และถูกชนจนเสียชีวิตในอีก 2 นาทีต่อมาขณะกำลังวิ่งตัดหน้ารันเวย์

เจ้าหน้าที่รายงานว่า เครื่องบินของ ฟรอนเทียร์ แอร์ไลน์ส ลำนี้กำลังออกเดินทางจากเดนเวอร์มุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติลอสแอนเจลิส เมื่อเวลาประมาณ 23:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นก่อนจะพุ่งชนบุคคลดังกล่าว

นายชอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในขณะนั้นเครื่องบินกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง

“เมื่อคืนที่ผ่านมา มีผู้บุกรุกละเมิดมาตรการรักษาความปลอดภัยของสนามบินนานาชาติเดนเวอร์ โดยตั้งใจปีนรั้วกั้นและวิ่งออกไปยังรันเวย์” ดัฟฟีระบุในแถลงการณ์ “ไม่ว่าใครก็ตาม ไม่ควร บุกรุกเข้าไปในพื้นที่สนามบินเดนเวอร์”

ทางท่าอากาศยานฯ ระบุว่า เบื้องต้นเชื่อว่าบุคคลนี้ไม่ใช่พนักงานของสนามบินและยังไม่มีการระบุตัวตนว่าคนผู้นี้เป็นใคร นอกจากนี้ยังได้ตรวจสอบแนวกั้นรั้วแล้วพบว่ายังอยู่ในสภาพสมบูรณ์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้โดยสารบนเครื่องบิน 12 ราย ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย โดย 5 คนในจำนวนนี้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง

ปัจจุบัน ผู้โดยสารส่วนใหญ่เดินทางออกจากเดนเวอร์แล้วด้วยเครื่องบินลำอื่นของฟรอนเทียร์ แต่รันเวย์ที่เกิดเหตุยังคงปิดให้บริการ เพื่อให้สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) และคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติ (NTSB) ดำเนินการสืบสวน

“เราเสียใจอย่างยิ่งกับอุบัติเหตุครั้งนี้ และขอแสดงความเสียใจไปยังผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกคน” ทางสนามบินเดนเวอร์ระบุทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc