“อเล็กซ์ ฮอนโนลด์” พิชิตตึกไทเป 101 ด้วยมือเปล่า-ไร้เชือกสำเร็จ ใช้เวลาเพียง 90 นาที

"อเล็กซ์ ฮอนโนลด์" พิชิตตึกไทเป 101 ด้วยมือเปล่า-ไร้เชือกสำเร็จ ใช้เวลาเพียง 90 นาที

25 ม.ค. 2569 13:09 น.

“อเล็กซ์ ฮอนโนลด์” พิชิตตึกไทเป 101 ด้วยมือเปล่า-ไร้เชือกสำเร็จ ใช้เวลาเพียง 90 นาที

อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ (Alex Honnold) นักปีนหน้าผาระดับโลกชาวอเมริกัน ประสบความสำเร็จในการปีนอาคาร ไทเป 101 (Taipei 101) ตึกระฟ้าแลนด์มาร์คในนครไทเปของไต้หวัน ที่มีความสูงถึง 508 เมตร โดยใช้การปีนแบบ “ฟรี โซโล” หรือการปีนด้วยมือเปล่าโดยไม่มีเชือกหรืออุปกรณ์ป้องกันใดๆ

อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ ในชุดเสื้อแขนสั้นสีแดง เริ่มต้นการปีนจากฐานตึกและใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 30 นาที ในการไต่ขึ้นไปจนถึงยอดเสาสูงสุด ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังกึกก้องจากฝูงชนที่เฝ้าชมอยู่ด้านล่าง เมื่อถึงจุดสูงสุดเขาได้โบกมือแสดงความยินดีเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะเหนือขีดจำกัดของตัวเอง

การปีนครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ฮอนโนลด์ต้องอาศัยทักษะการทรงตัวและการยึดเกาะที่แม่นยำ เขาใช้ขอบมุมของตึกที่มีลักษณะเป็นส่วนยื่นออกมารูปตัว L เล็กๆ เป็นที่เหยียบและยึดเกาะ โดยส่วนที่ยากที่สุดคือช่วงกลางของตึกจำนวน 64 ชั้น ที่ออกแบบเป็นรูปทรง “ปล้องไม้ไผ่” อันเป็นเอกลักษณ์ โดยแบ่งออกเป็น 8 ส่วน แต่ละส่วนมี 8 ชั้น ซึ่งมีลักษณะลาดชันและยื่นออกมา ทำให้ต้องใช้พละกำลังแขนมหาศาลในการดึงตัวขึ้นไป เขาอาศัยบริเวณระเบียงของแต่ละช่วงเพื่อพักเหนื่อยเป็นระยะสั้นๆ ก่อนจะลุยต่อ

เดิมทีภารกิจนี้มีกำหนดการในวันเสาร์ แต่ต้องเลื่อนออกไป 24 ชั่วโมง เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยและมีฝนตก โดยการปีนครั้งนี้มีการถ่ายทอดสดผ่านทางเน็ตฟลิกซ์ ซึ่งล่าช้าจากเวลาจริง 10 วินาทีเพื่อความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ได้จุดชนวนให้เกิดข้อพิพาทด้านจริยธรรมในโลกออนไลน์ เกี่ยวกับการนำภารกิจที่มีความเสี่ยงถึงชีวิตมาถ่ายทอดสด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ชมหากเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

แม้ว่าก่อนหน้านี้ในปี 2004 อแล็ง โรแบร์ (Alain Robert) นักปีนตึกชาวฝรั่งเศสฉายา “ไอ้แมงมุม” จะเคยพิชิตตึกไทเป 101 มาแล้วในช่วงเปิดตึกใหม่ๆ แต่ครั้งนั้นมีการใช้เชือกป้องกัน แตกต่างจาก อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ ที่สร้างสถิติเป็นมนุษย์คนแรกที่พิชิตตึกนี้ได้สำเร็จโดย “ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันแม้แต่ชิ้นเดียว”

สำหรับฮอนโนลด์ เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากการสร้างชื่อในสารคดีรางวัลออสการ์ “Free Solo” หลังประสบความสำเร็จในการปีนหน้าผา เอล กาปิตัน (El Capitan) ในอุทยานแห่งชาติโยเซมิตีของสหรัฐฯ ด้วยมือเปล่ามาแล้ว.

ที่มา AP

ม็อบอัลเบเนียปะทะตำรวจเดือด ปาระเบิดเพลิงใส่รัฐสภา

ม็อบอัลเบเนียปะทะตำรวจเดือด ปาระเบิดเพลิงใส่รัฐสภา

25 ม.ค. 2569 11:27 น.

ม็อบอัลเบเนียปะทะตำรวจเดือด ปาระเบิดเพลิงใส่รัฐสภา

สถานการณ์ในกรุงติรานาของอัลเบเนียบานปลาย หลังกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคฝ่ายค้านรวมตัวประท้วงใหญ่หน้าอาคารรัฐบาลและรัฐสภา ก่อนเกิดเหตุปะทะรุนแรงด้วยระเบิดเพลิง ด้านตำรวจฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าสลายการชุมนุม พบเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 3 นาย และผู้ประท้วงถูกจับกุมจำนวนมาก

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (24 ม.ค.) กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนหลายพันคนภายใต้การนำของพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของอัลเบเนีย ได้รวมตัวกันแสดงพลังบนท้องถนน พร้อมชูป้ายข้อความโจมตีรัฐบาลอย่างดุเดือด อาทิ “อัลเบเนียคือรัฐพรรคการเมืองเดียว” และ “จงถามว่าเงินกองทุนจากสหภาพยุโรปหายไปไหน?”

ข้อเรียกร้องหลักของกลุ่มผู้ประท้วงคือ ต้องการให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี เอดี รามา ลาออกทันที โดยอ้างถึงหลักฐานการทุจริตคอร์รัปชันของคณะรัฐมนตรีหลายราย รวมถึงข้อครหาเรื่องการทุจริตผลการเลือกตั้งรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา

รัฐบาลได้วางกำลังตำรวจกว่า 1,350 นาย พร้อมติดตั้งแผงกั้นโลหะอย่างหนาแน่นรอบทำเนียบนายกรัฐมนตรีเพื่อป้องกันความวุ่นวาย แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลงเมื่อกลุ่มผู้ประท้วงเริ่มขว้างปา “ระเบิดเพลิง” เข้าใส่แถวของเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาคารรัฐสภา จนเกิดระเบิดและเปลวไฟลุกไหม้เป็นจุดๆ

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตัดสินใจใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง เข้าสลายฝูงชนเพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม

จากการรายงานของทางการอัลเบเนีย ระบุว่ามีตำรวจได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 3 นายจากการปะทะครั้งนี้ ส่วนผู้ประท้วงหลายสิบคนถูกควบคุมตัวไปดำเนินคดี

ทั้งนี้ บรรยากาศทางการเมืองในประเทศอัลเบเนียยังคงคุกรุ่น โดยฝ่ายค้านยืนยันจะเดินหน้าประท้วงต่อจนกว่าข้อเรียกร้องจะได้รับการตอบสนอง.

เผยชื่อชายถูก จนท.สหรัฐฯ ยิงดับกลางเมืองมินนิอาโปลิส รายที่ 2 ในรอบเดือน

เผยชื่อชายถูก จนท.สหรัฐฯ ยิงดับกลางเมืองมินนิอาโปลิส รายที่ 2 ในรอบเดือน

25 ม.ค. 2569 10:26 น.

เผยชื่อชายถูก จนท.สหรัฐฯ ยิงดับกลางเมืองมินนิอาโปลิส รายที่ 2 ในรอบเดือน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสหรัฐฯ เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิง “อเล็กซ์ เพรตตี” พยาบาลหนุ่มเสียชีวิตกลางถนนในเมืองมินนิอาโปลิส ด้านรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิอ้างเจ้าหน้าที่ป้องกันตัวเพราะผู้ตายมีปืน แต่คลิปจากผู้เห็นเหตุการณ์ชี้ให้เห็นว่าเขามีเพียงมือถือและกำลังช่วยคนอื่น ด้านผู้ว่าการรัฐฯ ซัด “น่ารังเกียจ” พร้อมสั่งสอบสวนเอง

เหตุสลดเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (24 ม.ค.) เมื่อเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแห่งสหรัฐฯ ( ICE ) ยิงสังหาร นายอเล็กซ์ เพรตตี (Alex Pretti) วัย 37 ปี พยาบาลแผนกไอซียูและพลเมืองสหรัฐฯ ท่ามกลางบรรยากาศการประท้วงต่อต้านการกวาดล้างผู้อพยพของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์

คริสตี โนเอม รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ แถลงว่านายเปรตตีถือปืนพกกึ่งอัตโนมัติขนาด 9 มม. เข้าหาเจ้าหน้าที่ และขัดขืนการจับกุมอย่างรุนแรง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตัดสินใจยิงเพื่อป้องกันชีวิต

แต่หลักฐานจากคลิปวิดีโอ ซึ่งเป็นวิดีโอจากสำนักข่าวรอยเตอร์และผู้เห็นเหตุการณ์กลับแสดงภาพที่ต่างออกไป นายเปรตตีถือโทรศัพท์มือถือขณะพยายามเข้าช่วยเหลือผู้ประท้วงหญิงที่ถูกเจ้าหน้าที่ผลักล้มลง เขาถูกฉีดสเปรย์พริกไทยใส่ ก่อนจะถูกรุมจับให้นอนลงกับพื้น จากนั้นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้จ่อปืนที่หลังและยิงใส่เขา 4 นัดซ้อน ตามด้วยเสียงปืนอีกหลายนัดจากเจ้าหน้าที่รายอื่น

ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ออกมาประณามเหตุการณ์นี้อย่างรุนแรง โดยระบุว่าวิดีโอที่เขาเห็นนั้น “น่ารังเกียจ” และประกาศว่ารัฐมินนิโซตาจะดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้เอง เพราะไม่สามารถไว้วางใจให้รัฐบาลกลางสอบสวนพวกเดียวกันได้ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางได้ขัดขวางไม่ให้ทีมสืบสวนของรัฐเข้าพื้นที่เกิดเหตุในช่วงแรกอีกด้วย

ด้าน ไบรอัน โอฮารา ผู้บัญชาการตำรวจมินนิอาโปลิส ยืนยันว่านายเพรตตีเป็นเจ้าของปืนที่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีประวัติอาชญากรรมใดๆ นอกเหนือจากความผิดจราจร

เหตุการณ์นี้ซ้ำเติมความขัดแย้งเดิมหลังจากการเสียชีวิตของ เรเน กู๊ด พลเมืองสหรัฐฯ อีกรายที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา โดยนายกเทศมนตรี เจค็อบ เฟรย์ ตั้งคำถามว่า “ต้องมีอเมริกันชนตายอีกกี่คน ปฏิบัติการกวาดล้างนี้ถึงจะยุติ?” ส่วนนายโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์โซเชียลตอบโต้ว่า “ผู้ว่าฯ และนายกเทศมนตรีกำลังยุยงให้เกิดการกบฏด้วยวาทกรรมที่จองหองและอันตราย”

การเสียชีวิตของพยาบาลหนุ่มรายนี้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงใหญ่ในหลายเมืองทั่วประเทศ ทั้งในนิวยอร์ก วอชิงตัน ดี.ซี. และซานฟรานซิสโก โดยที่เมืองมินนิอาโปลิส: มีการเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตาและระเบิดแสงเข้าสลายกลุ่มผู้ประท้วง ส่งผลให้พิพิธภัณฑ์ศิลปะมินนิอาโปลิสต้องประกาศปิดชั่วคราว และการแข่งขันบาสเกตบอลเอ็นบีเอ ของทีมมินนิโซตา ทิมเบอร์วูล์ฟส์ ต้องเลื่อนการแข่งขันออกไป

เหตุยิงเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากประชาชนกว่า 10,000 คนออกมาเดินขบวนพื่อประท้วงการปราบปรามของเจ้าหน้าที่ จากเหตุการณ์หลายอย่าง รวมถึงการฆาตกรรมเรเน กู๊ด การจับกุมพลเมืองสหรัฐฯ ที่ถูกนำตัวออกจากบ้านขณะสวมกางเกงขาสั้น และการจับกุมเด็กนักเรียน รวมถึงเด็กชายวัย 5 ขวบ

ความตึงเครียดครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง ท่ามกลางนโยบายกวาดล้างที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ.

ที่มา AFP Reuters

เมียนมาเปิดคูหาเลือกตั้งระยะสุดท้าย คาดพรรครัฐบาลทหารกวาดชัยชนะแลนด์สไลด์

เมียนมาเปิดคูหาเลือกตั้งระยะสุดท้าย คาดพรรครัฐบาลทหารกวาดชัยชนะแลนด์สไลด์

25 ม.ค. 2569 09:42 น.

เมียนมาเปิดคูหาเลือกตั้งระยะสุดท้าย คาดพรรครัฐบาลทหารกวาดชัยชนะแลนด์สไลด์

เมียนมาปิดฉากการเลือกตั้งมาราธอน 1 เดือนเต็มในระยะสุดท้ายวันนี้ ขณะที่พรรคตัวแทนกองทัพจ่อคว้าชัยชนะเบ็ดเสร็จ ท่ามกลางบรรยากาศสงครามกลางเมืองและการกวาดล้างผู้เห็นต่าง นักวิเคราะห์ชี้เป็นเพียงความพยายามสร้างความชอบธรรมให้ “มิน อ่อง หล่าย” ก้าวสู่เก้าอี้ประธานาธิบดี

เมื่อเวลา 06.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันนี้ (25 ม.ค.) คูหาเลือกตั้งในหลายสิบเขตทั่วเมียนมาได้เปิดให้ประชาชนเข้าลงคะแนนในเฟสที่ 3 ซึ่งเป็นรอบสุดท้ายของการเลือกตั้งทั่วไปที่กินเวลานานนับเดือน โดยบรรยากาศในเมืองใหญ่อย่าง ย่างกุ้ง และ มัณฑะเลย์ มีประชาชนบางส่วนมารอใช้สิทธิตั้งแต่เช้ามืด ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนจะครบรอบ 5 ปีของการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 และไม่มีการจัดการเลือกตั้งในพื้นที่ที่กลุ่มต่อต้านและกองกำลังชาติพันธุ์ควบคุมอยู่ ซึ่งครอบคลุมกว่า 1 ใน 5 ของเขตเลือกตั้งทั้งหมดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้ง 2 รอบแรก พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) ซึ่งเป็นพรรคตัวแทนกองทัพ กวาดที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วกว่า 85% และคว้าที่นั่งในสภาชาติพันธุ์ไปได้ถึง 2 ใน 3 อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญเมียนมายังคงสำรองที่นั่งในสภาไว้ให้กองทัพโดยตรงอีก 25% โดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง

ด้านองค์กร ACLED ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุความรุนแรงนับตั้งแต่รัฐประหารแล้วกว่า 90,000 ราย มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการขัดขวางหรือวิจารณ์การเลือกตั้งแล้วกว่า 400 ราย ซึ่งกฎหมายใหม่ของรัฐบาลทหารระบุโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี เพียงแค่การกดอีโมจิรูป “หัวใจ” ให้โพสต์ที่วิจารณ์การเลือกตั้งก็อาจถูกจับกุมได้

ส่วนสถิติผู้มาใช้สิทธิใน 2 รอบแรกมีผู้มาใช้สิทธิเพียง 50% ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2020 ที่มีผู้มาใช้สิทธิสูงถึง 70%

ชาวเมืองย่างกุ้งรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพี โดยขอสงวนนามว่า “ฉันไม่คาดหวังอะไรเลย ทุกอย่างจะยืดเยื้อต่อไปแบบนี้” ขณะที่ผู้ใช้สิทธิอีกรายระบุว่าจำใจต้องมาลงคะแนนเพราะถูกกดดัน แต่เลือกที่จะโหวตให้พรรคใดก็ได้ที่ไม่ใช่พรรคยูเอสดีพี เพื่อเป็นการประท้วงในเชิงสัญลักษณ์ แม้จะรู้ผลลัพธ์ล่วงหน้าอยู่แล้วก็ตาม

ทางด้าน นางอองซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในวัย 80 ปี ยังคงถูกคุมขังในสถานที่ลับและถูกตัดขาดจากการติดต่อสื่อสาร โดยพรรคเอ็นแอลดีของเธอก็ถูกสั่งยุบพรรคไปก่อนหน้านี้ ทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนประชาธิปไตยมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียง “การแสดง” เพื่อฟอกตัวให้พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ

ผู้สมัครรับเลือกตั้งรายหนึ่งเผยว่า แทบจะไม่มีการหาเสียงเลยเนื่องจากความไม่ปลอดภัยจากการสู้รบและเครื่องบินรบที่โจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่าในเขตเลือกตั้งของตนมีหน่วยเลือกตั้งที่สามารถเปิดทำการได้จริงเพียง 1 ใน 10 เท่านั้น

คาดการณ์ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจะประกาศในช่วงปลายสัปดาห์นี้ แต่มีความเป็นไปได้สูงที่พรรคยูเอสดีพี จะประกาศชัยชนะล่วงหน้าอย่างเร็วที่สุดภายในวันจันทร์.

ที่มา AFP

พายุฤดูหนาวถล่มสหรัฐฯ 21 รัฐประกาศภาวะฉุกเฉิน 13,000 เที่ยวบินถูกยกเลิก

พายุฤดูหนาวถล่มสหรัฐฯ 21 รัฐประกาศภาวะฉุกเฉิน 13,000 เที่ยวบินถูกยกเลิก

25 ม.ค. 2569 06:02 น.

พายุฤดูหนาวถล่มสหรัฐฯ 21 รัฐประกาศภาวะฉุกเฉิน 13,000 เที่ยวบินถูกยกเลิก

พายุฤดูหนาวขนาดใหญ่กำลังพัดถล่มหลายพื้นที่ในสหรัฐฯ จนอย่างน้อย 21 รัฐต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน ในขณะที่มีเที่ยวบินถูกยกเลิกกว่า 13,000 เที่ยวจนถึงวันจันทร์นี้

เมื่อวันเสาร์ที่ 21 ม.ค. 2569 พายุฤดูหนาวขนาดมหึมา พัดถล่มหลายรัฐในสหรัฐฯ ทำให้เกิดหิมะและฝนเยือกแข็งตกหนักแผ่ขยายปกคลุมพื้นที่เป็นระยะทางกว่า 2,100 กม. และกำลังมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจะส่งผลกระทบเป็นระยะทางรวมกว่า 3,200 กม.ตั้งแต่รัฐเท็กซัสไปจนถึงนิวอิงแลนด์ตลอดช่วงสุดสัปดาห์นี้

ยอดผู้ประสบปัญหาไฟฟ้าดับพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากมีน้ำแข็งตกลงมาสร้างความเสียหายทั่วพื้นที่ทางตอนใต้ ประชาชนหลายแสนคนอาจไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งบางรายอาจต้องรอนานหลายวัน เนื่องจากปริมาณน้ำแข็งที่เกาะหนาจนทำให้สายไฟและต้นไม้หักโค่นลงมา

ชาวอเมริกันจำนวนมาก ต่างพากันกวาดสินค้าจนเกลี้ยงชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ต หลังจากสำนักงานบริหารสภาพอากาศแห่งชาติ (NWS) คาดการณ์ว่าจะมีหิมะตกหนักในบางพื้นที่ และอาจมีการสะสมของน้ำแข็งจากฝนเยือกแข็งในระดับที่อาจเป็น “ภัยพิบัติรุนแรง”

นายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เตือนว่าชาวอเมริกันมากถึง 240 ล้านคนอาจได้รับผลกระทบจากพายุลูกนี้ โดยมีอย่างน้อย 21 รัฐและวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐฯ ที่ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว ขณะเดียวกัน เที่ยวบินในสหรัฐฯ กว่า 13,000 เที่ยวตั้งแต่วันเสาร์จนถึงวันจันทร์ (26 ม.ค.) ถูกยกเลิกแล้ว

ที่เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส ฝนเยือกแข็งพัดถล่มเมืองอย่างหนัก และอุณหภูมิดิ่งลงเหลือ -6 องศาเซลเซียส

ด้านนายจอห์น วิตไมเออร์ นายกเทศมนตรีเมืองฮิวสตัน ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของประเทศ เรียกร้องให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้านในช่วง 72 ชั่วโมงข้างหน้านี้ และจะมีการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้วย

เจ้าหน้าที่รัฐเท็กซัสยืนยันว่า โครงข่ายไฟฟ้าของเท็กซัสอยู่ในสภาพที่พร้อมมากกว่าเมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งในครั้งนั้นระบบเกิดล้มเหลวระหว่างพายุฤดูหนาวที่รุนแรงจนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและทำให้คนหลายล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้

พายุหิมะยังพัดถล่มรัฐโอกลาโฮมาและอาร์คันซอด้วยเช่นกัน โดย NWS ระบุว่าบางพื้นที่มีหิมะสะสมบนพื้นดินสูงถึง 15 เซนติเมตร แล้ว

อนึ่ง หลังจากพายุลูกนี้พัดถล่มพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้และตอนกลางของประเทศ คาดว่าระบบพายุจะเคลื่อนตัวเข้าสู่กลุ่มรัฐทางตอนกลางของฝั่งแอตแลนติก และรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือที่มีประชากรหนาแน่น ก่อนที่มวลอากาศเย็นจัดจะแผ่ปกคลุมตามมา ทำให้ผลกระทบจากหิมะและหิมะปนฝนจะคงอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงสัปดาห์หน้า

รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ได้ประกาศล่วงหน้าให้สำนักงานต่าง ๆ ปิดทำการในวันจันทร์แล้ว

ทั้งนี้ พายุฤดูหนาวรุนแรงนี้เป็นผลมาจากการขยายตัวของ “ลมหมุนขั้วโลก” หรือ “โพลาร์วอร์เท็กซ์” (Polar Vortex) ซึ่งเป็นพื้นที่มวลอากาศความกดอากาศต่ำที่เย็นจัดจากขั้วโลกเหนือ ซึ่งโดยปกติแล้วระบบนี้จะมีการรวมตัวกันค่อนข้างแน่นเป็นวงกลม แต่บางครั้งจะเปลี่ยนรูปทรงเป็นวงรีมากขึ้น ส่งผลให้มวลอากาศเย็นจัดไหลทะลักลงมาทั่วทั้งทวีปอเมริกาเหนือ

เหล่านักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การที่ Polar Vortex เกิดการแปรปรวนบ่อยครั้งขึ้นนั้นอาจเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้ว่าข้อถกเถียงนี้จะยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด และความผันแปรทางธรรมชาติก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยก็ตาม

ในรัฐนิวยอร์ก นางแคธี โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก เตือนให้ประชาชนพักอยู่แต่ในอาคารท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ โดยระบุว่า “การอยู่นอกบ้านเพียง 5 หรือ 6 นาที ก็อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณได้อย่างแท้จริง”

เธอยังเน้นย้ำถึงมาตรการป้องกันต่าง ๆ เช่น การดูแลท่อน้ำไม่ให้แข็งตัว การใช้เครื่องทำความร้อนอย่างปลอดภัย และการช่วยสอดส่องดูแลเพื่อนบ้านที่เป็นกลุ่มเปราะบาง

ทางการยังเตือนว่า อากาศหนาวเย็นถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต อาจลากยาวไปอีกหนึ่งสัปดาห์หลังพายุผ่านพ้นไป โดยเฉพาะในพื้นที่แถบที่ราบตอนเหนือ (Northern Plains) และตอนบนของมิดเวสต์ (Upper Midwest) ซึ่งคาดกันว่าอุณหภูมิที่รวมกับกระแสลมหนาว อาจดิ่งลงไปอยู่ที่ – 45 องศาเซลเซียส ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์

อุณหภูมิในระดับดังกล่าวสามารถทำให้เกิดน้ำแข็งกัดได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จนท.สหรัฐฯ ยิงคนเสียชีวิตเป็นศพที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างต้องป้องกันตัว

จนท.สหรัฐฯ ยิงคนเสียชีวิตเป็นศพที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างต้องป้องกันตัว

25 ม.ค. 2569 03:22 น.

จนท.สหรัฐฯ ยิงคนเสียชีวิตเป็นศพที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างต้องป้องกันตัว

เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ยิงคนเสียชีวิตในรัฐมินนิโซตาเป็นศพที่ 2 ในรอบ 1 เดือน โดยอ้างว่าต้องป้องกันตัวเพราะผู้ตายเดินเข้าหาพร้อมอาวุธปืน

เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ม.ค. 2569 เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ยิงชายคนหนึ่งจนเสียชีวิตในเมืองมินนิแอโพลิส นับเป็นศพที่ 2 ในเดือนนี้ที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงจนเสียชีวิต ท่ามกลางการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวดของรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ อ้างว่า เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนชายแดน (Border Patrol) ยิงปืนใส่ชายคนดังกล่าวเพื่อป้องกันตัว หลังจากชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาพวกเขาพร้อมกับปืนพกและแมกกาซีนบรรจุกระสุนอีกสองอัน

ด้านนายไบรอัน โอฮารา ผู้บัญชาการตำรวจเมืองมินนิแอโพลิส ไม่ระบุชื่อของชายผู้เสียชีวิต แต่เผยว่าเขามีอายุ 37 ปี เป็นผู้อยู่อาศัยในเมืองแห่งนี้ และเชื่อว่าเป็นพลเมืองสหรัฐฯ ที่มีใบอนุญาตครอบครองปืนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่มีประวัติอาชญากรรม

วิดีโอที่ส่งต่อกันบนโลกออนไลน์ และถูกนำออกอากาศผ่านสื่อหลายสำนัก เผยให้เห็นกลุ่มบุคคลสวมหน้ากากและเสื้อเกราะยุทธวิธี กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกับชายคนหนึ่งบนถนนที่ปกคลุมด้วยหิมะ ก่อนจะมีเสียงปืนดังขึ้น โดยในวิดีโอดังกล่าว ชายคนนั้นได้ล้มลงกับพื้น และได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีกหลายนัดตามมา

ในเวลาต่อมา วิดีโอจากพื้นที่เกิดเหตุเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองกำลังใช้แก๊สน้ำตาเข้าสลายกลุ่มผู้เห็นเหตุการณ์ที่เริ่มมารวมตัวกันมากขึ้น

นายเจคอบ เฟรย์ นายกเทศมนตรีเมืองมินนิแอโพลิส เรียกร้องให้รัฐบาลทรัมป์ยุติปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองในรัฐมินนิโซตาโดยทันที “ต้องมีผู้อยู่อาศัยอีกกี่คน หรือมีชาวอเมริกันอีกกี่คนที่จะต้องตายหรือบาดเจ็บสาหัส ปฏิบัติการนี้ถึงจะสิ้นสุดลง?” เขากล่าวในงานแถลงข่าว

ผู้ว่าการรัฐและสมาชิกวุฒิสภาประจำรัฐมินนิโซตาก็ออกมาเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางถอนกำลังออกไป ขณะที่นายโอฮาราระบุว่า สถานการณ์ในบริเวณจุดเกิดเหตุยังคงตึงเครียด และอาจเกิดเหตุรุนแรงได้ตลอดเวลา พร้อมกับขอความร่วมมือให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าว

เหตุยิงกันดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ประชาชนมากกว่า 10,000 คน ออกมารวมตัวกันบนท้องถนนที่หนาวเหน็บเพื่อประท้วงการเข้ามาของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางจำนวน 3,000 นาย ที่ได้รับคำสั่งจากทรัมป์ให้ลงพื้นที่ในรัฐนี้

ชาวเมืองต่างโกรธเคืองต่อเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้น รวมถึงการสังหาร น.ส.เรเน่ กู๊ด ซึ่งเป็นพลเมืองสหรัฐฯ กับกรณีการควบคุมตัวพลเมืองสหรัฐฯ ออกจากบ้านในขณะที่สวมกางเกงในเพียงตัวเดียว และกรณีการควบคุมตัวเด็กนักเรียนชายวัยเพียง 5 ขวบ หลังจากผู้เป็นพ่อของเขาถูกจับกุม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ยูเครน-รัสเซีย-สหรัฐฯ คุยสันติภาพ 2 วันไม่คืบ มอสโกยังโจมตีไม่หยุด

ยูเครน-รัสเซีย-สหรัฐฯ คุยสันติภาพ 2 วันไม่คืบ มอสโกยังโจมตีไม่หยุด

25 ม.ค. 2569 02:16 น.

ยูเครน-รัสเซีย-สหรัฐฯ คุยสันติภาพ 2 วันไม่คืบ มอสโกยังโจมตีไม่หยุด

การเจรจาสันติภาพระหว่าง ยูเครน รัสเซีย และ สหรัฐฯ ที่ดำเนินมา 2 วัน จบโดยไม่มีความคืบหน้าชัดเจนเรื่องการยุติสงคราม ในขณะที่มอสโกโจมตีระลอกใหม่ในหลายพื้นที่ของยูเครน

เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ม.ค. 2569 การประชุมไตรภาคีระหว่างยูเครน, รัสเซีย และสหรัฐฯ วันที่ 2 ที่กรุงอาบูดาบี ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จบลงโดยไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจนเรื่องการยุติสงครามในยูเครน ในขณะที่กองทัพมอสโกยังคงโจมตีเป้าหมายหลายจุดในยูเครนอย่างไม่หยุดยั้ง

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเผยว่า การประชุมรอบที่ 2 อาจเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดในสัปดาห์ ก่อนที่ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ จะระบุว่าการเจรจารอบต่อไปจะเริ่มขึ้นในวันอาทิตย์ของสัปดาห์หน้า (1 ก.พ.)

การประชุมไตรภาคีดังกล่าวสิ้นสุดลงหลังจากกองทัพรัสเซียเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ ในหลายพื้นที่ของยูเครนเมื่อช่วงข้ามคืนจนถึงวันเสาร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพในกรุงเคียฟ และได้รับบาดเจ็บ 35 ราย โดยส่วนใหญ่อยู่เมืองคาร์คิฟ

นายวิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟกล่าว โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของเมืองหลวงได้รับความเสียหาย ส่งผลให้อาคารกว่า 6,000 หลังไม่มีระบบทำความร้อนใช้งาน ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ บางแห่งอุณหภูมิ -12 องศาเซลเซียส

ด้านนายอันดรีย์ ซิบิฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของยูเครน กล่าวว่า การโจมตีที่ “โหดเหี้ยม” ซึ่งวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียสั่งการอย่าง “ไร้มนุษยธรรม” นั้น “ไม่เพียงแต่ทำร้ายประชาชนของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายโต๊ะเจรจาอีกด้วย”

นายซิบิฮาเผยด้วยว่า “ประเด็นหลักของการหารือคือขอบเขตความเป็นไปได้ในการยุติสงคราม ผมให้ความสำคัญอย่างสูงกับการทำความเข้าใจเรื่องความจำเป็น ที่อเมริกาต้องเข้ามาติดตามและกำกับดูแลกระบวนการยุติสงครามที่กำลังดำเนินอยู่นี้ และเพื่อรับประกันความมั่นคงที่แท้จริง”

เขากล่าวเสริมว่าทุกฝ่ายตกลงที่จะ “กลับไปรายงานต่อรัฐบาลของตน” และประสานงานขั้นตอนต่อไปกับผู้นำของฝ่ายตนเอง “ตัวแทนฝ่ายทหารได้ระบุรายการประเด็นต่าง ๆ สำหรับการประชุมที่อาจเกิดขึ้นในครั้งหน้า หากมีความพร้อมที่จะเดินหน้าต่อ ซึ่งยูเครนนั้นพร้อม การประชุมครั้งต่อ ๆ ไปจะเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะเร็วที่สุดภายในสัปดาห์หน้า”

นายซิบิฮายังกล่าวประณามการโจมตีของรัสเซีย โดยระบุว่า “ป่าเถื่อน” และพิสูจน์ให้เห็นว่า “ที่ของปูตินไม่ใช่ที่คณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) แต่คือคอกจำเลยในศาลพิเศษต่างหาก”

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า นายปูตินได้ตอบรับคำเชิญเข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพของเขาแล้ว แต่ทางปูตินยังไม่ได้ยืนยันในเรื่องนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กลาโหมสหรัฐฯ เผยยุทธศาสตร์ใหม่ จำกัดหนุนพันธมิตร-เน้นปกป้องมาตุภูมิ

กลาโหมสหรัฐฯ เผยยุทธศาสตร์ใหม่ จำกัดหนุนพันธมิตร-เน้นปกป้องมาตุภูมิ

25 ม.ค. 2569 00:03 น.

กลาโหมสหรัฐฯ เผยยุทธศาสตร์ใหม่ จำกัดหนุนพันธมิตร-เน้นปกป้องมาตุภูมิ

สหรัฐฯ เผยยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศฉบับใหม่ เล็งจำกัดขอบเขตการให้การสนับสนุนแก่ชาติพันธมิตร และให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคงมาตุภูมิเป็นอันดับแรก ไม่ใช่ภัยคุกคามจากจีนอีกต่อไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เพนตากอน หรือ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศฉบับใหม่ในวันเสาร์ที่ 24 ม.ค. 2569 และมีการปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญด้านความมั่นคงครั้งใหญ่ โดยสหรัฐฯ จะให้การสนับสนุนแก่พันธมิตรในรูปแบบที่ “จำกัดขอบเขตมากขึ้น”

ตามยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศฉบับล่าสุด กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จัดให้เรื่องความมั่นคงของมาตุภูมิและซีกโลกตะวันตกเป็นประเด็นหลักที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ไม่ใช่ภัยคุกคามจากประเทศจีนเหมือนฉบับก่อนๆ และระบุว่า ความสัมพันธ์กับจีนจะถูกขับเคลื่อนด้วย “ความเข้มแข็ง แต่ไม่ใช่การเผชิญหน้า”

ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศฉบับใหม่ความยาว 34 หน้านี้ ยังตอกย้ำข้อเรียกร้องล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการขอให้ประเทศพันธมิตรเพิ่มการ “แบ่งเบาภาระ” ในการต่อต้านภัยคุกคามจากรัสเซียและเกาหลีเหนือให้มากขึ้นด้วย

สหรัฐฯ เรียกร้องให้พันธมิตรของอเมริกาต้องยกระดับตัวเองขึ้น โดยระบุว่าที่ผ่านมาบรรดาหุ้นส่วนต่าง “พึงพอใจ” ที่จะปล่อยให้วอชิงตันเป็นผู้อุดหนุนงบประมาณด้านการป้องกันประเทศของตน

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ปฏิเสธว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่สัญญาณว่าประเทศกำลังมุ่งหน้าไปสู่ “ลัทธิโดดเดี่ยว” (isolationism) “ในทางตรงกันข้าม มันหมายถึงแนวทางที่มุ่งเน้นและเป็นยุทธศาสตร์อย่างแท้จริงต่อภัยคุกคามที่ประเทศของเรากำลังเผชิญอยู่”

รายงานระบุอีกว่า วอชิงตันละเลยผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมของชาวอเมริกันมานานเกินไปแล้ว และสหรัฐฯ ไม่ต้องการนำผลประโยชน์ของอเมริกาไปปะปนกับผลประโยชน์ในพื้นที่ส่วนที่เหลือของโลก แล้วทำเหมือนกับว่าภัยคุกคามต่อบุคคลใดก็ตามในอีกซีกโลกหนึ่งนั้น จะมีความสำคัญเท่ากับภัยคุกคามต่อชาวอเมริกัน

ในทางกลับกันเหล่าพันธมิตร โดยเฉพาะยุโรป “จะต้องเป็นผู้นำในการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่รุนแรงน้อยกว่าสำหรับสหรัฐฯ แต่รุนแรงมากกว่าสำหรับพวกเขา”

สหรัฐฯ ระบุอีกว่า การรุกรานยูเครนของรัสเซีย ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อเกือบ 4 ปีก่อน เป็น ภัยคุกคามที่ยืดเยื้อแต่ยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ สำหรับประเทศสมาชิกนาโต (NATO) ทางแถบตะวันออก ซึ่งสื่อถึงชาติยุโรป

นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศฉบับล่าสุดไม่มีการกล่าวถึงไต้หวัน แตกต่างจากยุทธศาสตร์ฉบับก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม เอกสารระบุว่าสหรัฐฯ มีเป้าหมายที่จะ “ขัดขวางไม่ให้ใครก็ตาม รวมถึงจีน สามารถเข้ามาครอบงำเราหรือพันธมิตรของเราได้”

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังกำหนดบทบาทที่ “จำกัดมากขึ้น” สำหรับสหรัฐฯ ในการป้องปรามเกาหลีเหนือ โดยระบุเสริมว่า เกาหลีใต้คือรับผิดชอบหลักในภารกิจนี้

แผนยุทธศาสตร์ยังย้ำว่า เพนตากอนจะรับประกันว่า สหรัฐฯ จะเข้าถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเฉพาะคลองปานามา อ่าวอเมริกา และกรีนแลนด์ ทั้งในทางทหารและทางพาณิชย์

เอกสารระบุด้วยว่า แนวทางของรัฐบาลทรัมป์จะ “แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากยุทธศาสตร์ที่โอ้อวดเกินจริงของรัฐบาลชุดก่อน ๆ ในยุคหลังสงครามเย็น” และระบุเพิ่มเติมว่า: “เลิกเพ้อฝันกับอุดมคติแบบยูโทเปีย และหันมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงได้แล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ขู่ เก็บภาษีสินค้าแคนาดา 100% หากทำข้อตกลงกับจีน

ทรัมป์ขู่ เก็บภาษีสินค้าแคนาดา 100% หากทำข้อตกลงกับจีน

24 ม.ค. 2569 22:40 น.

ทรัมป์ขู่ เก็บภาษีสินค้าแคนาดา 100% หากทำข้อตกลงกับจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดา 100% หากทำข้อตกลงการค้ากับจีน ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความขู่ว่าจะสั่งเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้าของแคนาดาในอัตรา 100% หากแคนาดาทำข้อตกลงทางการค้ากับจีน พร้อมทั้งเตือนนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดาว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้แคนาดาตกอยู่ในอันตราย

“หากผู้ว่าการคาร์นีย์คิดว่าเขาจะทำให้แคนาดากลายเป็น “ท่าเรือขนถ่ายสินค้า” เพื่อให้จีนส่งสินค้าและผลิตภัณฑ์เข้าสู่สหรัฐอเมริกาละก็ เขาเข้าใจผิดอย่างมหันต์ จีนจะกัดกินแคนาดาทั้งเป็น จะกลืนกินจนหมดสิ้น รวมถึงทำลายล้างธุรกิจ โครงสร้างทางสังคม และวิถีชีวิตโดยทั่วไปของพวกเขาด้วย”

“หากแคนาดาทำข้อตกลงกับจีน แคนาดาจะถูกตอบโต้ด้วยภาษีศุลกากร 100% ต่อสินค้าและผลิตภัณฑ์ทุกชนิดของแคนาดาที่นำเข้ามาในสหรัฐฯ ทันที” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจาก นายคาร์นีย์เดินทางเยือนจีนเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งผู้นำแคนาดาเรียกชาติมหาอำนาจแห่งเอเชียรายนี้ว่าเป็น “พันธมิตรที่น่าเชื่อถือและคาดการณ์ได้” และในระหว่างการประชุมที่เมืองดาวอสเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เขายังสนับสนุนให้ผู้นำยุโรปแสวงหาการลงทุนจากจีนด้วย

ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

เมื่อวันพฤหัสบดี (22 ม.ค.) ทรัมป์ได้ยกเลิกคำเชิญที่ให้แคนาดาเข้าร่วมในโครงการ “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ของเขา หลังจากคาร์นีย์ได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม World Economic Forum และกล่าวประณามการที่ประเทศมหาอำนาจใช้การบูรณาการทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ และใช้ภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือในการต่อรอง

ในข้อความล่าสุดของนายทรัมป์ เขายังเรียกนายคาร์นีย์ว่าเป็น “ผู้ว่าการ” (Governor) ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี สะท้อนถึงความพยายามของเขา ที่ต้องการทำให้แคนาดากลายเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

จีนเอาจริง สอบสวน 2 บิ๊กกองทัพ ละเมิดวินัย-กฎหมายร้ายแรง

จีนเอาจริง สอบสวน 2 บิ๊กกองทัพ ละเมิดวินัย-กฎหมายร้ายแรง

24 ม.ค. 2569 21:43 น.

จีนเอาจริง สอบสวน 2 บิ๊กกองทัพ ละเมิดวินัย-กฎหมายร้ายแรง

ทางการจีนประกาศสอบสวนเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพ 2 นาย ในข้อหาละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นคำที่จีนใช้เรียกคดีทุจริตคอร์รัปชัน

เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ม.ค. 2569 กระทรวงกลาโหมของจีนแถลงว่า นายจาง โหย่วเซี่ย รองประธานคณะกรรมการกองทัพกลาง (CMC) กับนายหลิว เจิ้นหลี่ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพอีกนายหนึ่ง กำลังถูกสอบสวนในฐานะผู้ต้องสงสัยว่า ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง

นายจาง โหย่วเซี่ย วัย 75 ปี ถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่รับใช้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มาอย่างยาวนานที่สุดในกองทัพ เขาเป็นนายทหารอาชีพและผ่านประสบการณ์ในสนามรบ โดยรับหน้าที่ดูแลด้านปฏิบัติการทางทหาร การฝึกอบรม และการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ภายในกองทัพปลดปล่อยประชาชน

นอกจากนั้น รายงานระบุด้วยว่า ความสัมพันธ์ของนายจางกับสี จิ้นผิง นั้นแน่นแฟ้นอย่างยิ่ง เนื่องจากบิดาของทั้งคู่เคยเป็นสหายร่วมรบในการปฏิวัติมาด้วยกัน

ส่วนนายหลิว วัย 61 ปี เป็นสมาชิกของ CMC และดำรงตำแหน่งเสนาธิการร่วม รับผิดชอบดูแลการปฏิบัติการร่วม การฝึก และความพร้อมรบของกองทัพปลดปล่อยประชาชน

ข่าวระบุว่า นายจางกับนายหลิวถูกพบเห็นในที่สาธารณะเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อ 22 ธ.ค. ในตอนที่ทั้งคู่เข้าร่วมพิธีของ CMC เพื่อประดับยศพลเอกให้แก่นายทหารระดับสูงสองนาย

ส่วนสถานีโทรทัศน์ CCTV ของรัฐบาลจีนรายงานว่า นายสี จิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งประธาน CMC ด้วยนั้น เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว โดยมีจางเป็นผู้ขานคำสั่งเลื่อนยศที่นายสีเป็นคนลงนาม

นอกจากนายพลที่ได้รับแต่งตั้งใหม่สองนายแล้ว ยังเผยแพร่ภาพแสดงให้เห็น พลเอกอีก 4 นายที่เข้าร่วมงาน ได้แก่ นายจาง เซิ่งมิน ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธาน CMC เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว แทนที่นายเหอ เว่ยตง ที่ถูกปลดจากตำแหน่งเนื่องจากความเสื่อมเสีย กับนายตง จวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ทั้งนี้ ประกาศของกระทรวงกลาโหมเกิดขึ้นหลังจากมีการคาดการณ์มานานร่วมสัปดาห์แล้ว ว่านายจาง โหย่วเซี่ย อาจกำลังตกที่นั่งลำบาก โดยเฉพาะหลังจากเขาไม่ได้ปรากฏตัวในการประชุมศึกษาดูงานระดับสูงเมื่อ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์และกองทัพเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

รายงานยังระบุว่านายหลิว เจิ้นหลี่ เป็นอีกคนที่หายไปจากงานเมื่อวันที่ 20 ม.ค. โดยไม่มีการเปิดเผยสาเหตุ นอกจากนั้นอีก 2 คนที่ไม่ได้เข้าร่วมการประชุม และกำลังถูกจับตามองอยู่ตอนนี้คือนายหม่า ซิงรุ่ย อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเขตปกครองตนเองซินเจียง กับนายสือ ไท่เฟิง หัวหน้าฝ่ายจัดตั้งของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์

การหายตัวไปของหม่าทำให้ข่าวลือเกี่ยวกับชะตากรรมของเขาแพร่สะพัด เนื่องจากมีรายงานระบุว่าเขาไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะมานานหลายเดือนแล้ว ในขณะที่การไม่ปรากฏตัวของนายสือนั้น ยังไม่ปรากฏสาเหตุแน่ชัด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna