อียูเสนอจำกัดเด็กใช้โซเชียลมีเดีย ห้ามอายุต่ำกว่า 13 ปีเข้าถึงแพลตฟอร์ม

อียูเสนอจำกัดเด็กใช้โซเชียลมีเดีย ห้ามอายุต่ำกว่า 13 ปีเข้าถึงแพลตฟอร์ม

17 ก.ย. 2569 16:07 น.

อียูเสนอจำกัดเด็กใช้โซเชียลมีเดีย ห้ามอายุต่ำกว่า 13 ปีเข้าถึงแพลตฟอร์ม

คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอร่างกฎหมาย “EU Kids Act” จำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กทั่วทั้งกลุ่ม โดยห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และกำหนดให้ผู้มีอายุ 13–14 ปีใช้บัญชีที่ผู้ปกครองควบคุมได้ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง ขณะที่เด็กอายุ 15 ปีขึ้นไปจึงจะสามารถเปิดบัญชีส่วนตัวได้เอง พร้อมกำหนดให้บริษัทเทคโนโลยีพิสูจน์ว่าแพลตฟอร์มมีความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ

คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศแผนจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป หรืออียู โดยมีเป้าหมายยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กและรับมือกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ ผ่านข้อเสนอร่างกฎหมายที่เรียกว่า “กฎหมายเด็กอียู” (EU Kids Act)

ข้อเสนอดังกล่าวกำหนดแนวทางการเข้าถึงโซเชียลมีเดียแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี เข้าถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย แต่สามารถใช้บริการแชร์วิดีโอที่ออกแบบมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ ผ่านบัญชีที่ผู้ปกครองเป็นผู้ดูแล และจำกัดเวลาใช้งานไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง

ส่วนเด็กอายุ 13 ปี แต่ยังไม่ถึง 15 ปี สามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มแชร์วิดีโอที่เหมาะสมกับวัยผ่าน “บัญชีขนาดย่อม” ซึ่งตั้งค่าผ่านบัญชีของผู้ปกครอง โดยจำกัดเวลาใช้งานไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง และมีการจำกัดจำนวนผู้ติดต่อทางสังคม ส่วนเด็กอายุ 15 ปีขึ้นไป สามารถสร้างบัญชีโซเชียลมีเดียของตนเองได้โดยอิสระ

นางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเปลี่ยนภาระการพิสูจน์ความปลอดภัยจากผู้ใช้ไปยังผู้ให้บริการ โดยบริษัทเทคโนโลยีต้องแสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์มของตนมีความปลอดภัยตั้งแต่การออกแบบ และช่วยให้ผู้ปกครองมีเครื่องมือในการดูแลบุตรหลานบนโลกออนไลน์

เธอกล่าวว่า เด็กในปัจจุบันกำลังใช้เทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งที่เทคโนโลยีเหล่านั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กเป็นหลัก พร้อมระบุว่า EU Kids Act จะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถควบคุมและสนับสนุนบุตรหลานให้ใช้งานโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

ภายใต้ร่างกฎหมาย EU Kids Act บริการออนไลน์ที่ให้บริการโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มแชร์วิดีโอ เกมออนไลน์ ตลอดจนผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์และแชตบอตสำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปี จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยหลายประการ ได้แก่ ห้ามใช้ฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างการเสพติด รวมถึงระบบแนะนำเนื้อหาที่อาศัยการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้และนำเด็กเข้าสู่วงจรการรับชมเนื้อหาที่เป็นอันตรายอย่างต่อเนื่อง และการห้ามใช้ระบบเลื่อนดูเนื้อหาแบบไม่สิ้นสุดโดยไม่มีจุดหยุดพัก รวมถึงกลไกให้รางวัลที่จูงใจให้ใช้งานต่อเนื่อง รวมถึงห้ามส่งการแจ้งเตือนในช่วงเวลานอนหลับ และห้ามบุคคลแปลกหน้าติดต่อเด็กโดยไม่ได้รับการร้องขอ

ขณะที่ผู้ช่วย AI และแชตบอตต้องถูกปิดการใช้งานเป็นค่าเริ่มต้น และห้ามจำลองความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในลักษณะที่อาจสร้างการพึ่งพาทางอารมณ์ โดยบัญชีของผู้เยาว์ต้องตั้งค่าเป็นส่วนตัวโดยอัตโนมัติ พร้อมปิดการเข้าถึงตำแหน่งที่ตั้ง กล้อง และไมโครโฟนเป็นค่าเริ่มต้น รวมถึงต้องมีเครื่องมือที่ใช้งานง่ายสำหรับบล็อกและปิดเสียงผู้ใช้ รวมถึงเครื่องมือจัดการเวลาใช้งาน และระบบแนะนำเนื้อหาที่เด็กสามารถควบคุม ปรับแต่ง และรีเซ็ตได้

ร่างกฎหมายกำหนดให้บริการออนไลน์และร้านค้าแอปพลิเคชันใช้เครื่องมือยืนยันอายุผู้ใช้งาน โดยอาจใช้แอปพลิเคชันตรวจสอบอายุของอียูซึ่งออกแบบมาให้ไม่เก็บเอกสารระบุตัวตนหรือข้อมูลชีวมิติ เพื่อยกระดับการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว

ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มแชร์วิดีโอจะต้องตรวจสอบอายุเมื่อผู้ใช้เปิดบัญชีใหม่ ส่วนบัญชีที่มีอยู่แล้ว ผู้ให้บริการต้องประเมินอายุของผู้ใช้จากข้อมูลหรือปัจจัยที่สมเหตุสมผล เช่น วันที่สร้างบัญชีและข้อมูลบัตรเครดิต ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกอียูจะมีส่วนร่วมในการจัดตั้งระบบนิเวศการยืนยันอายุ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ข้อเสนอ EU Kids Act ยังปรับเปลี่ยนภาระการพิสูจน์ โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่มากต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ว่า บริการของตนมีความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ

ผู้ให้บริการจะต้องส่งแผนการปฏิบัติตามกฎหมายต่อคณะกรรมาธิการยุโรปและผู้ตรวจสอบอิสระ ซึ่งจะประเมินบริการ ฟีเจอร์ หรือฟังก์ชันใหม่อย่างละเอียด หากคณะกรรมาธิการเห็นว่าแผนดังกล่าวมีข้อบกพร่อง ก็สามารถขอให้ผู้ให้บริการเสนอแนวทางแก้ไขได้

กรอบการบังคับใช้กฎหมายจะอาศัยโครงสร้างที่มีอยู่แล้วภายใต้กฎหมายบริการดิจิทัล หรือ Digital Services Act และกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence Act พร้อมเสนอขั้นตอนเร่งรัดในการดำเนินการกับผู้ให้บริการที่ไม่ปฏิบัติตาม โดยคณะกรรมาธิการควรสรุปการสอบสวนภายใน 90 วัน

ข้อเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวจะถูกส่งต่อให้รัฐสภายุโรปและคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปพิจารณา เพื่อเริ่มกระบวนการนิติบัญญัติและการรับรองกฎหมาย โดยคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า จำเป็นต้องเร่งดำเนินการ เนื่องจากมีความต้องการมาตรการคุ้มครองเด็กบนโลกออนไลน์อย่างครอบคลุมในระดับสหภาพ

ก่อนหน้านี้ ฟอน แดร์ ไลเอินเคยเสนอแนวคิดให้มีการชะลอการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กในยุโรป โดยกล่าวเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า การหารือเรื่องอายุขั้นต่ำในการใช้โซเชียลมีเดียไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป นอกจากนี้ เธอยังกล่าวถึงแนวคิดดังกล่าวระหว่างการแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภายุโรปเมื่อวันพุธที่ 16 กันยายน

ประเทศสมาชิกอียูบางประเทศ เช่น ฝรั่งเศสและสเปน ได้ประกาศแผนจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กในประเทศของตนเองแล้ว แต่ข้อเสนอ EU Kids Act จะเป็นแนวทางร่วมในระดับสหภาพยุโรป หากได้รับการรับรอง

ข้อเสนอนี้จัดทำขึ้นโดยอาศัยรายงานและคำแนะนำของคณะผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเด็กบนโลกออนไลน์ ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 60 คนจากภาคประชาสังคม ตัวแทนเยาวชน ผู้ปกครอง นักการศึกษา จิตแพทย์เด็ก ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข นักประสาทวิทยา และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี

คณะผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวเริ่มประชุมครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2026 และประชุมรวม 3 ครั้ง ก่อนส่งมอบรายงานในเดือนกรกฎาคม 2026

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจ Eurobarometer ในหัวข้อ “ทศวรรษแห่งดิจิทัล 2026” ระบุว่า ชาวยุโรป 92% มองว่าการยกระดับการคุ้มครองเด็กและเยาวชนบนโลกออนไลน์เป็นหนึ่งในประเด็นนโยบายสำคัญ โดยครอบคลุมความเสี่ยงจากการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ การเข้าถึงเนื้อหาที่เป็นอันตราย การออกแบบแพลตฟอร์มที่สร้างการเสพติด และภัยคุกคามรูปแบบอื่น ๆ บนโลกดิจิทัล.

ที่มา European Commission / BBC 

สภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียครั้งใหญ่ เตรียมส่ง “ทรัมป์” ลงนาม

สภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียครั้งใหญ่ เตรียมส่ง "ทรัมป์" ลงนาม

17 ก.ย. 2569 15:34 น.

สภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียครั้งใหญ่ เตรียมส่ง “ทรัมป์” ลงนาม

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียครั้งใหญ่ ด้วยคะแนน 262 ต่อ 159 เสียง เตรียมส่งต่อให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนาม หลังวุฒิสภาเห็นชอบไปก่อนหน้านี้ โดยกฎหมายมุ่งกดดันภาคพลังงานและกลาโหมของรัสเซีย รวมถึงกองเรือขนส่งน้ำมันที่ใช้หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร และให้อำนาจทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้าสูงสุด 100% ต่อประเทศที่ยังซื้อน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ลงมติผ่านร่างกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียครั้งใหญ่ ด้วยคะแนน 262 ต่อ 159 เสียง ก่อนส่งต่อให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามเป็นกฎหมาย หลังจากวุฒิสภาผ่านร่างดังกล่าวด้วยคะแนน 86 ต่อ 11 เสียงเมื่อเดือนที่แล้ว

ร่างกฎหมายดังกล่าวมีชื่อว่า “กฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียและอิหร่าน ลินด์ซีย์ โอ. เกรแฮม 2026”  (Lindsey O. Graham Sanctioning Russia and Iran Act of 2026) เพื่อเป็นเกียรติแก่นายลินด์ซีย์ เกรแฮม สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นผู้ผลักดันร่างกฎหมายมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ก่อนเสียชีวิตอย่างกะทันหันเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นมาตรการด้านนิติบัญญัติที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ต่อรัสเซีย นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลรัสเซียจากการทำสงครามในยูเครน

สาระสำคัญของกฎหมายคือการคว่ำบาตรภาคพลังงานและอุตสาหกรรมกลาโหมของรัสเซีย รวมถึงประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และเจ้าหน้าที่ระดับสูง ตลอดจน “กองเรือเงา” ซึ่งเป็นเรือบรรทุกน้ำมันที่รัสเซียใช้เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก

นอกจากนี้ กฎหมายยังให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีศุลกากรสูงสุด 100% ต่อประเทศที่เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ของน้ำมันและก๊าซรัสเซีย ซึ่งอาจรวมถึงจีนและอินเดีย เพื่อกดดันให้ประเทศเหล่านี้ลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย และลดรายได้ที่นำไปใช้สนับสนุนการทำสงครามในยูเครน กฎหมายยังเปิดทางให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการต่อบริษัทและบุคคลต่างชาติที่ให้การสนับสนุนกองทัพรัสเซีย และขยายมาตรการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านด้วย

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน แสดงความยินดีต่อการผ่านกฎหมาย พร้อมขอบคุณสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ โดยระบุว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือที่มีพลังในการกดดันรัสเซียให้ยุติสงครามและเข้าสู่กระบวนการสันติภาพ พร้อมเรียกร้องให้มาตรการคว่ำบาตรมีความเข้มแข็ง เพื่อสนับสนุนความพยายามทางการทูตของยูเครน สหรัฐฯ และยุโรป

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายเผชิญเสียงคัดค้านจากสมาชิกพรรคเดโมแครตบางส่วน เนื่องจากกฎหมายให้อำนาจทรัมป์ในการกำหนดภาษีศุลกากรในวงกว้าง โดยสมาชิกเดโมแครตบางคนกังวลว่าอำนาจดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้กับพันธมิตรของสหรัฐฯ และอาจส่งผลให้ราคาสินค้าในประเทศสูงขึ้น

เกรกอรี มีคส์ สมาชิกพรรคเดโมแครตระดับสูงของคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศสภาผู้แทนราษฎร วิจารณ์ร่างกฎหมายว่า มีข้อบกพร่องอย่างมาก และกล่าวว่าถ้อยคำในร่างกฎหมายให้อำนาจทรัมป์กำหนดภาษีนำเข้าใหม่ต่อประชาชนอเมริกันอย่างกว้างขวาง ขณะที่ไม่ได้กำหนดภาระผูกพันที่ชัดเจนว่าประธานาธิบดีต้องใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียจริง

ฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ร่างกฎหมายมีช่องโหว่จำนวนมากจนมาตรการที่สร้างความเสียหายต่อรัสเซียอาจไม่ถูกนำมาใช้ พร้อมคัดค้านการให้อำนาจประธานาธิบดีในวงกว้างเกินไป

อย่างไรก็ตาม สมาชิกเดโมแครต 58 คนลงมติเห็นชอบร่างกฎหมาย โดยเข้าร่วมกับสมาชิกรีพับลิกันเกือบทั้งหมด ขณะที่สมาชิกรีพับลิกัน 7 คนลงมติคัดค้าน ทำให้ร่างกฎหมายผ่านสภาด้วยเสียงสนับสนุนจากทั้งสองพรรคในระดับสำคัญ

ฝ่ายสนับสนุนกฎหมายเห็นว่า การเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากสงครามเต็มรูปแบบระหว่างรัสเซียกับยูเครนเข้าสู่ปีที่ 5 โดยยังไม่มีข้อตกลงสันติภาพ ขณะที่รัสเซียและยูเครนยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและเป้าหมายทางเศรษฐกิจของกันและกัน

ในวันเดียวกับที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติผ่านร่างกฎหมาย โดรนของรัสเซียโจมตีรถโดยสารและรถไฟในพื้นที่ทางตอนใต้ของยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย 

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์มักต้องการรักษาอำนาจในการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรและภาษีศุลกากรไว้กับฝ่ายบริหาร มากกว่าปล่อยให้รัฐสภาเป็นผู้กำหนดผ่านกฎหมาย ส่งผลให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ใช้เวลานานกว่าหนึ่งปีกว่าจะเดินหน้าสู่การลงมติ

ร่างกฎหมายผ่านวุฒิสภาเมื่อเดือนสิงหาคมด้วยคะแนนสนับสนุนอย่างท่วมท้น 86 ต่อ 11 เสียง หลังเซเลนสกีเข้าพบสมาชิกสภาคองเกรสเพื่อเรียกร้องให้สนับสนุนมาตรการดังกล่าว

หลังการลงมติ สวิตลานา โรมันโก ผู้อำนวยการบริหารกลุ่มล็อบบี้ด้านพลังงานของยูเครน Razom We Stand เรียกร้องให้ทรัมป์ลงนามในกฎหมายโดยเร็ว และให้สหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการอย่างเข้มงวดเพื่อสกัดรายได้ที่ไหลเข้าสู่รัฐบาลรัสเซีย โดยให้เหตุผลว่า ทุกวันที่มาตรการล่าช้า หมายถึงอีกหนึ่งวันที่ชาวยูเครนอาจต้องสูญเสียชีวิตจากสงคราม

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกส่งต่อไปยังทำเนียบขาวแล้ว และทรัมป์ระบุว่าจะลงนาม ทำให้มาตรการคว่ำบาตรและอำนาจด้านภาษีชุดใหม่มีแนวโน้มเข้าสู่กระบวนการบังคับใช้ต่อไป.

ที่มา Reuters / AFP

ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีหนัก หลังอียูเปิดทางให้แคนาดาเป็น “สมาชิกสมทบ” ชี้เป็นเรื่อง “น่าขัน”

ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีหนัก หลังอียูเปิดทางให้แคนาดาเป็น "สมาชิกสมทบ" ชี้เป็นเรื่อง "น่าขัน"

17 ก.ย. 2569 15:09 น.

ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีหนัก หลังอียูเปิดทางให้แคนาดาเป็น “สมาชิกสมทบ” ชี้เป็นเรื่อง “น่าขัน”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ วิจารณ์ข้อเสนอของสหภาพยุโรป ที่เปิดทางให้แคนาดาเป็น “สมาชิกสมทบ” ชาติแรกของกลุ่มว่า “น่าหัวเราะ” พร้อมขู่ว่าจะขึ้นภาษีสินค้าจากยุโรปในอัตราสูง หรืออาจระงับการค้าบางส่วน หากเห็นว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่เป็นมิตรต่อสหรัฐฯ ขณะที่อียูและแคนาดาเดินหน้ากระชับความร่วมมือด้านการค้า เทคโนโลยี พลังงาน และกลาโหม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่ว่าจะดำเนินมาตรการทางการค้าต่อสหภาพยุโรป หลังนางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เสนอให้แคนาดาเป็น “สมาชิกสมทบ” ชาติแรกของอียู โดยทรัมป์เรียกข้อเสนอดังกล่าวว่า “น่าหัวเราะ” และเตือนว่าอาจถือเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ 

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างเดินทางไปยังรัฐนอร์ทแคโรไลนา เมื่อวันที่ 16 กันยายนว่า หากอียู ดำเนินการดังกล่าวและเขามองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นมิตร สหรัฐฯ อาจเรียกเก็บภาษีศุลกากรในระดับสูงมาก หรือยุติการค้ากับยุโรปในสินค้าหลายประเภท พร้อมระบุว่า หากความตั้งใจของอียูเป็นไปในทางที่ดี ก็ไม่มีปัญหา แต่หากเป็นความตั้งใจที่ไม่ดี สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีจากยุโรปในอัตราที่สูงมาก 

ข้อเสนอของอียูมีขึ้นระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ประจำปีว่าด้วยสถานะของสหภาพยุโรป ของฟอน แดร์ ไลเอิน ที่รัฐสภายุโรปในเมืองสตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส โดยมีมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดาเข้าร่วมรับฟังด้วย

ฟอน แดร์ ไลเอิน กล่าวว่า เธอต้องการเปิดทางให้แคนาดาเป็นสมาชิกสมทบรายแรกของอียู และเสนอให้ทั้งสองฝ่ายยกระดับความสัมพันธ์จากความร่วมมือทางการค้าไปสู่ “พันธมิตรเพื่ออนาคต” โดยครอบคลุมความร่วมมือด้านการผลิตขั้นสูง เทคโนโลยี อุตสาหกรรมกลาโหม พลังงาน แร่ธาตุสำคัญ แบตเตอรี่ ปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงทางไซเบอร์ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รวมถึงความร่วมมือในภูมิภาคอาร์กติก 

ปัจจุบันอียูซึ่งมีสมาชิก 27 ประเทศ ยังไม่เคยมีสถานะ “สมาชิกสมทบ” อย่างเป็นทางการ ขณะที่อียูมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและข้อตกลงในระดับใกล้ชิดกับประเทศนอกกลุ่ม เช่น นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ แต่รายละเอียดว่าสถานะสมาชิกสมทบของแคนาดาจะมีขอบเขตเพียงใด รวมถึงความสัมพันธ์กับตลาดเดียวของอียูยังต้องมีการกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติม 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดากับสหรัฐฯ ตึงเครียดขึ้น หลังรัฐบาลทรัมป์ใช้มาตรการภาษีต่อสินค้าจากแคนาดา และทรัมป์เคยกล่าวถึงแนวคิดให้แคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ หลายครั้ง ขณะที่นายกรัฐมนตรีคาร์นีย์กล่าวก่อนหน้านี้ว่า แคนาดาต้องการสร้าง “พันธมิตรที่มีลักษณะเฉพาะ” กับอียูเพื่อกระจายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาสหรัฐฯ 

รัฐบาลแคนาดาได้แสดงท่าทีสนับสนุนการกระชับความสัมพันธ์กับยุโรป โดยมองว่าการสร้างความร่วมมือที่ใกล้ชิดขึ้นจะช่วยเสริมสร้างอธิปไตยของแคนาดา ขณะที่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างแคนาดากับอียูมีข้อตกลงการค้าเสรีอียู-แคนาดา หรือ CETA อยู่แล้ว

นอกจากด้านเศรษฐกิจ แคนาดายังเดินหน้ากระจายความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยรัฐบาลคาร์นีย์ประกาศอย่างเป็นทางการว่า แคนาดายื่นขอเข้าร่วม Joint Expeditionary Force หรือ JEF ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านการทหารที่มีสหราชอาณาจักรเป็นแกนนำ และประกอบด้วยสมาชิกนาโตในยุโรป 10 ประเทศ เพื่อเสริมขีดความสามารถในการตอบสนองต่อวิกฤตอย่างรวดเร็ว 

ขณะที่เบนจามิน ฮัดดาด รัฐมนตรีฝรั่งเศสฝ่ายกิจการยุโรป ปฏิเสธว่าฝ่ายสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจยับยั้งการตัดสินใจด้านภูมิรัฐศาสตร์ของอียู โดยกล่าวว่า ทิศทางทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ของยุโรปเป็นเรื่องที่ยุโรปสามารถตัดสินใจได้เอง และอียูมีสิทธิที่จะกระชับความสัมพันธ์กับแคนาดา

ด้านคาร์นีย์มีกำหนดกล่าวต่อรัฐสภายุโรปในวันที่ 17 กันยายน ท่ามกลางการจับตาว่าแคนาดาจะเดินหน้าความสัมพันธ์กับอียูในรูปแบบใดต่อไป ขณะที่รายละเอียดของสถานะ “สมาชิกสมทบ” ยังไม่มีข้อสรุปและคาดว่าจะต้องมีการหารือเพิ่มเติมระหว่างแคนาดากับอียูในการประชุมสุดยอดที่จะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม.

ที่มา Guardian / Reuters

รัฐบาลมาเลเซียหารือสายการบินคู่แข่ง จับตาการเงิน “แอร์เอเชีย”

รัฐบาลมาเลเซียหารือสายการบินคู่แข่ง จับตาการเงิน "แอร์เอเชีย"

17 ก.ย. 2569 13:33 น.

รัฐบาลมาเลเซียหารือสายการบินคู่แข่ง จับตาการเงิน “แอร์เอเชีย”

รัฐบาลมาเลเซียเรียกสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ และบาติก แอร์ หารือแนวทางรองรับส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศ หากแอร์เอเชียเผชิญวิกฤตการเงิน หลังต้นทุนน้ำมันพุ่งสูงและภาระหนี้สินสะสม ด้านแอร์เอเชียย้ำยังคงมุ่งมั่นรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจและการดำเนินงานตามปกติ

รัฐบาลมาเลเซียได้เริ่มหารือกับสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ และบาติก แอร์ เพื่อประเมินความพร้อมในการเข้ามารับช่วงต่อส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศของ “แอร์เอเชีย” สายการบินราคาประหยัดรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนเผชิญเหตุการณ์ฉุกเฉิน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเงินของแอร์เอเชีย

การหารือดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลังมาเลเซีย และบริษัทการท่าอากาศยานมาเลเซีย หรือ MAHB ผู้บริหารท่าอากาศยานที่มีความเชื่อมโยงกับภาครัฐ โดยหนึ่งในทางเลือกคือการเตรียมความพร้อมให้สายการบินคู่แข่งสามารถเข้ามารองรับเส้นทางและผู้โดยสารของแอร์เอเชีย หากสถานการณ์ทางการเงินของสายการบินแย่ลง

แอร์เอเชียระบุว่าครองตลาดการบินมาเลเซียโดยรวมราว 40% และคิดเป็นประมาณ 60% ของเที่ยวบินภายในประเทศ ทำให้สถานะทางการเงินของสายการบินเป็นประเด็นสำคัญสำหรับรัฐบาลมาเลเซีย เนื่องจากมีผลต่อการเชื่อมต่อทางอากาศและการเดินทางภายในประเทศ 

แหล่งข่าวระบุว่า มาเลเซีย แอร์ไลน์ และบาติก แอร์ พร้อมขยายเที่ยวบินและรับเส้นทางกับผู้โดยสารของแอร์เอเชีย ในลักษณะการขยายธุรกิจของตนเอง มากกว่าการเข้าซื้อกิจการทั้งหมดของแอร์เอเชีย อย่างไรก็ตาม หากต้องรับช่วงการดำเนินงานในวงกว้าง ทั้งสองสายการบินต้องการรับช่วงสัญญาเช่าเครื่องบินของแอร์เอเชียด้วย เนื่องจากการรองรับเส้นทางและจำนวนผู้โดยสารจำนวนมากโดยไม่มีเครื่องบินเพิ่มเติมจะทำได้ยาก

แรงกดดันต่อแอร์เอเชียเพิ่มขึ้นหลังราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันเครื่องบินเฉลี่ยในไตรมาส 2 อยู่ที่ 183 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 66% จากไตรมาสก่อนหน้า ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน 

แอร์เอเชียรายงานขาดทุนสุทธิไตรมาส 2 ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน จำนวน 831 ล้านริงกิต หรือราว 6,700 ล้านบาท โดยได้รับผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 331 ล้านริงกิต ขณะที่ ณ วันที่ 30 มิถุนายน บริษัทมีหนี้สินหมุนเวียน 18,400 ล้านริงกิต หรือประมาณ 4,510 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีเงินสดกับยอดเงินฝากธนาคาร 954 ล้านริงกิต 

แหล่งข่าวยังระบุว่า แอร์เอเชียมีภาระหนี้ต่อ MAHB อย่างน้อย 500 ล้านริงกิต จากค่าธรรมเนียมการลงจอด ค่าจอดเครื่องบิน และบริการอื่น ๆ โดย MAHB ได้ขยายกำหนดเวลาชำระเงินให้แล้ว อย่างไรก็ตาม ทั้ง MAHB และ แอร์เอเชียไม่ได้ยืนยันรายละเอียดเกี่ยวกับภาระหนี้ดังกล่าว

ขณะเดียวกัน แอร์เอเชียกำลังเดินหน้าระดมทุน โดยมีเป้าหมายกู้เงินสูงสุด 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากตลาดตราสารหนี้ระหว่างประเทศ และวงเงินสินเชื่อในประเทศอีก 700 ล้านริงกิต เพื่อใช้เป็นหลักในการปรับโครงสร้างและรีไฟแนนซ์หนี้ 

แหล่งข่าว 2 คนประเมินว่าแอร์เอเชียอาจต้องการเงินทุนใหม่อย่างน้อย 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อจัดการสถานะทางการเงิน แต่แอร์เอเชียระบุว่าเป้าหมายการจัดหาเงินทุนที่ประกาศไว้นั้นเพียงพอต่อความต้องการของบริษัท

นอกจากนี้ แอร์เอเชียยังปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกเลิกเส้นทางที่ไม่ทำกำไร การส่งเครื่องบินเก่า 25 ลำคืนให้บริษัทผู้ให้เช่า และการเจรจาปรับสัญญากับซัพพลายเออร์เพื่อลดต้นทุน 

ฟารุก คามาล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของแอร์เอเชียระบุว่า บริษัทไม่ขอแสดงความคิดเห็นต่อการคาดการณ์เกี่ยวกับการดำเนินงานหรือสถานะทางการเงิน รวมถึงข้อตกลงทางธุรกิจที่ยังไม่ได้ประกาศ พร้อมย้ำว่าแอร์เอเชียยังคงมุ่งรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจและการดำเนินงานที่มีเสถียรภาพในทุกตลาด และยังเห็นความต้องการเดินทางที่แข็งแกร่งในเครือข่ายของบริษัท

ด้าน MAHB ระบุว่า การหารือกับสายการบินต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเครือข่ายและเส้นทางตามปกติ รวมถึงการพิจารณาเพิ่มขีดความสามารถและเปิดเส้นทางในตลาดที่ยังมีช่องว่างหรือมีความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง โดยปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มทางการเงินของแอร์เอเชีย

ส่วน แชนดรัน รามา มูธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบาติก แอร์ มาเลเซีย ระบุว่า สายการบินมีความสามารถในการนำเครื่องบินเข้ามาให้บริการได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับหรือช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเที่ยวบินภายในประเทศ หากมีความจำเป็น

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังมาเลเซียได้ว่าจ้าง Alton Aviation Consultancy ให้ประเมินความต้องการเงินทุนของแอร์เอเชีย ขณะที่รัฐบาลพิจารณาทางเลือกในการสนับสนุนสายการบิน ซึ่งเป็นนายจ้างรายใหญ่และมีบทบาทสำคัญในการให้บริการเที่ยวบินราคาประหยัดในภูมิภาค 

หลังมีรายงานข่าวดังกล่าว หุ้นแอร์เอเชีย และบริษัท Capital A ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ต่างปรับตัวลดลง 5.5% ในการซื้อขายช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน ขณะที่ตลาดการเงินมาเลเซียปิดทำการในวันพุธเนื่องในวันหยุดราชการ.

ที่มา Reuters

เนทันยาฮูขู่ผ่าน กม.ถอนสัญชาติ ผกก.สารคดี “NAZA” ตีแผ่ปฏิบัติการอิสราเอลในฉนวนกาซา

เนทันยาฮูขู่ผ่าน กม.ถอนสัญชาติ ผกก.สารคดี "NAZA" ตีแผ่ปฏิบัติการอิสราเอลในฉนวนกาซา

17 ก.ย. 2569 12:43 น.

เนทันยาฮูขู่ผ่าน กม.ถอนสัญชาติ ผกก.สารคดี “NAZA” ตีแผ่ปฏิบัติการอิสราเอลในฉนวนกาซา

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ประกาศผลักดันกฎหมายถอนสัญชาติผู้ที่ทำให้ทหารอิสราเอลเสื่อมเสียชื่อเสียง ท่ามกลางกระแสต่อต้านผู้กำกับภาพยนตร์สารคดี “NAZA” ที่คว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิส ซึ่งเปิดโปงว่ากองทัพอิสราเอลกำหนดจำนวนพลเรือนที่คาดว่าจะเสียชีวิตไว้ในกระบวนการโจมตีฉนวนกาซา ขณะที่ผู้กำกับและครอบครัวเผชิญคำข่มขู่จากกลุ่มขวาจัด

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ประกาศว่า จะผลักดันกฎหมายฉบับใหม่เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลถอนสัญชาติผู้ที่ทำให้ทหารอิสราเอลเสื่อมเสียชื่อเสียง โดยถือเป็นการยกระดับการข่มขู่ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “NAZA” ซึ่งนำเสนอข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการสังหารพลเรือนในฉนวนกาซาโดยกองทัพอิสราเอล

สารคดีเรื่องนี้กำกับโดยยูวัล อับราฮัม และราเชล ซอร์ สองผู้สื่อข่าวชาวอิสราเอล โดยกล่าวหาว่า การเสียชีวิตของพลเรือนจำนวนมากถูกนำมารวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจเลือกเป้าหมายโจมตีของกองทัพอิสราเอลในกาซาเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม เนทันยาฮูและกองทัพอิสราเอลปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

ภาพยนตร์ความยาว 80 นาทีเรื่องนี้ได้รับรางวัล Special Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา และได้รับเสียงปรบมือนาน 25 นาที ซึ่งถือเป็นสถิติของเทศกาล ภาพยนตร์ใช้ชื่อ “NAZA” ตามศัพท์ย่อทางทหารของอิสราเอลที่ใช้ระบุจำนวนผู้เสียชีวิตซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นจากการโจมตีทางอากาศ โดยเฉพาะพลเรือนที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มความสูญเสียข้างเคียง

เนื้อหาของสารคดีอ้างอิงบทสัมภาษณ์โดยไม่เปิดเผยตัวตนของเจ้าหน้าที่ข่าวกรองและทหาร รวมถึงข้อมูลการสืบสวนที่เผยแพร่โดยสื่ออิสราเอลและปาเลสไตน์อย่าง +972 Magazine, Local Call และ The Guardian ระหว่างปี 2566–2568

เนทันยาฮูกล่าวผ่านวิดีโอที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ว่า รัฐบาลจะผลักดันกฎหมาย 2 ฉบับ เพื่อรับมือกับสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความเสียหายอย่างมหาศาล” ต่อทหารอิสราเอล กฎหมายฉบับแรกมีเป้าหมายถอนสัญชาติของผู้ที่ทำให้ทหารอิสราเอลเสื่อมเสียชื่อเสียง ส่วนฉบับที่สองจะเพิ่มบทลงโทษทางการเงินในคดีหมิ่นประมาท โดยเพิ่มค่าเสียหายตามกฎหมายเป็น 20 เท่า

ตามรายงานของสื่ออิสราเอล ร่างกฎหมายฉบับแรกซึ่งจะเสนอผ่านกระทรวงยุติธรรม อาจเพิ่มวงเงินเรียกร้องค่าเสียหายในคดีหมิ่นประมาทเป็น 1 ล้านเชเกล โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความเสียหาย ขณะที่ร่างกฎหมายฉบับที่สองซึ่งจะเสนอผ่านกระทรวงมหาดไทย จะกำหนดให้สามารถถอนสัญชาติผู้ที่ทำให้ทหารอิสราเอลและรัฐอิสราเอลเสื่อมเสียชื่อเสียงในต่างประเทศ

เนทันยาฮูยกเหตุการณ์ 3 กรณีเป็นเหตุผลในการเสนอกฎหมาย ได้แก่ สารคดี NAZA ที่เขากล่าวหาว่านำเสนอเจ้าหน้าที่และทหารอิสราเอลในฐานะอาชญากรสงคราม รวมถึงคำกล่าวของยาอีร์ โกลัน อดีตนายพลฝ่ายซ้ายซึ่งผันตัวเป็นนักการเมืองในปี 2568 ว่า “ประเทศที่มีสติย่อมไม่ฆ่าเด็กเป็นงานอดิเรก” และกรณีการรั่วไหลของวิดีโอในปี 2567 ที่แสดงให้เห็นทหารทำร้ายผู้ถูกควบคุมตัวชาวปาเลสไตน์ในกาซา

การประกาศของเนทันยาฮูเกิดขึ้นหลังผู้กำกับทั้งสองเผชิญกระแสต่อต้านจากรัฐบาลและกลุ่มฝ่ายขวาจัดในอิสราเอล โดยมิกี โซฮาร์ รัฐมนตรีวัฒนธรรมอิสราเอล เรียกร้องให้ถอนสัญชาติของผู้กำกับทั้งสอง และกล่าวหาว่าพวกเขาทรยศต่อรัฐ พร้อมขอบคุณเนทันยาฮูที่ประกาศเตรียมแก้ไขกฎหมาย โดยระบุว่าถึงเวลายุติสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความอัปยศ”

ด้านอิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล เรียกผู้กำกับทั้งสองว่า “ความอัปยศ” ขณะที่เนทันยาฮูประณามภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “ยอมรับไม่ได้” และกล่าวหาว่าเป็นการนำเสนอทหารอิสราเอลในฐานะอาชญากรสงคราม

ในช่วงค่ำวันพุธ (16 ก.ย.) นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาหลายสิบคนรวมตัวกันบริเวณหน้าบ้านพ่อแม่ของราเชล ซอร์ หนึ่งในผู้กำกับสารคดี โดยมีนักเคลื่อนไหวและทีมงานหาเสียงที่เชื่อมโยงกับพรรคขวาจัดโอตซ์มา เยฮูดิต ของรัฐมนตรีเบน-กวีร์เข้าร่วมด้วย ตำรวจและเจ้าหน้าที่ตำรวจชายแดนถูกส่งไปดูแลพื้นที่

ผู้ประท้วงรายหนึ่งเรียกร้องให้ใช้ “โทษประหารชีวิตกับผู้ทรยศ” และเรียกร้องให้รื้อถอนบ้านของครอบครัวผู้กำกับ ขณะเดียวกัน มีข้อความในกลุ่มนักเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนไปชุมนุมบริเวณบ้านของผู้กำกับ โดยบางข้อความมีเนื้อหาเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงอย่างชัดเจน

ก่อนหน้านี้ เยฮูดา ชเลซิงเกอร์ ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ Channel 14 ซึ่งมีแนวคิดฝ่ายขวา เรียกร้องให้ติดตามหรือไล่ล่าผู้กำกับทั้งสองไปทุกที่ และขัดขวางไม่ให้พวกเขากลับเข้าอิสราเอล พร้อมเรียกร้องให้ชาวยิวในอิสราเอลและต่างประเทศแสดงให้เห็นว่าเสียงปรบมือ 25 นาทีในเทศกาลภาพยนตร์เวนิส ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นเสียงปรบมือที่ต่อต้านชาวยิว จะต้องมี “ราคาที่ต้องจ่ายอย่างหนัก”

ด้านอับราฮัมกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Channel 13 ของอิสราเอลว่า เขารู้สึกหวาดกลัวว่าอาจไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ “แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องยาก อิสราเอลคือบ้านของผม เป็นสถานที่เดียวที่ผมต้องการใช้ชีวิต และเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญต่อผม ดังนั้น แน่นอนว่าผมกลัวว่าจะไม่สามารถกลับไปได้”

ขณะที่กลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์และองค์กรสิทธิมนุษยชนออกแถลงการณ์สนับสนุนผู้กำกับทั้งสอง โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนในอิสราเอล 43 แห่ง เรียกร้องให้ทางการยุติการปลุกปั่นและคำข่มขู่ รวมถึงไม่ดำเนินคดีกับผู้กำกับหรือแหล่งข่าวของพวกเขา

นอกจากนี้ ผู้สร้างภาพยนตร์ชาวอิสราเอลมากกว่า 1,500 คน ลงชื่อในคำร้องสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกและการสร้างสรรค์ พร้อมแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับอับราฮัมและซอร์ โดยเตือนว่าเส้นแบ่งระหว่างถ้อยคำปลุกปั่นกับความรุนแรงทางกายภาพหรือคำข่มขู่เอาชีวิตกำลังแคบลงอย่างรวดเร็ว โดยกลุ่มผู้ลงชื่อเรียกร้องให้ภาพยนตร์ NAZA ได้รับการเผยแพร่ในอิสราเอล เพื่อให้ผู้ชมสามารถรับชมและตัดสินเนื้อหาด้วยตนเอง

อับราฮัมและซอร์เคยได้รับรางวัลออสการ์จากสารคดีเรื่อง “No Other Land” ในปี 2567 ซึ่งร่วมกำกับกับบาเซล อัดรา และฮัมดาน บัลลาล โดยนำเสนอการต่อต้านของชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ที่อยู่ภายใต้การยึดครองของอิสราเอล

องค์กรสิทธิมนุษยชนยังเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างละเอียดเกี่ยวกับจำนวนผู้เสียชีวิตในกาซา โดยเฉพาะพลเรือน และเรียกร้องให้เปิดทางให้ผู้สื่อข่าวเข้าถึงพื้นที่ได้โดยไม่มีอุปสรรค หลังอิสราเอลจำกัดการเข้าถึงของผู้สื่อข่าวต่างชาติมาเป็นส่วนใหญ่ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566.

ที่มา Reuters / Guardian

ออสเตรเลียจ่อห้ามนักเรียนต่างชาติพาคู่ครอง-ลูกไปอยู่ด้วย เล็งคุมเข้มวีซ่า ลดผู้อพยพ

ออสเตรเลียจ่อห้ามนักเรียนต่างชาติพาคู่ครอง-ลูกไปอยู่ด้วย เล็งคุมเข้มวีซ่า ลดผู้อพยพ

17 ก.ย. 2569 11:47 น.

ออสเตรเลียจ่อห้ามนักเรียนต่างชาติพาคู่ครอง-ลูกไปอยู่ด้วย เล็งคุมเข้มวีซ่า ลดผู้อพยพ

ออสเตรเลียคุมเข้มคนเข้าเมืองครั้งใหญ่ ห้ามนักเรียนต่างชาติพาคู่ครองและบุตรติดตามไปเรียนด้วย พร้อมเพิ่มความเข้มงวดการเปลี่ยนประเภทวีซ่า หวังลดจำนวนผู้อพยพให้เหลือ 2.25 แสนคนภายในปี 2028

รัฐบาลออสเตรเลียเตรียมออกมาตรการคุมเข้มระบบคนเข้าเมือง โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือการ ห้ามนักเรียนต่างชาตินำสมาชิกครอบครัวติดตามไปออสเตรเลียระหว่างศึกษา ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อทั้งคู่ครองและบุตรที่อยู่ในความอุปการะของนักเรียนต่างชาติ

มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูประบบวีซ่าชั่วคราวของรัฐบาล โดยโทนี เบิร์ก รัฐมนตรีกิจการภายในออสเตรเลีย เตรียมเปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการในการแถลงที่เนชันแนล เพรส คลับ ในกรุงแคนเบอร์รา โดยรัฐบาลตั้งเป้าลดจำนวนผู้อพยพสุทธิจากปัจจุบันประมาณ 300,000 คนต่อปี เหลือ 225,000 คนภายในปี 2028

ปัจจุบันนักเรียนต่างชาติสามารถพาคู่สมรสหรือคู่ครอง รวมถึงบุตรอายุต่ำกว่า 18 ปี เดินทางไปออสเตรเลียในฐานะสมาชิกครอบครัวติดตามได้ โดยคู่สมรสหรือคู่ครองยังสามารถทำงานในออสเตรเลียได้ ภายใต้ข้อจำกัดด้านจำนวนชั่วโมงทำงานที่แตกต่างกันตามหลักสูตรของนักเรียน

แต่ภายใต้มาตรการใหม่ นักเรียนต่างชาติจะถูกจำกัดสิทธิ์ในการพาครอบครัวติดตามไปด้วย โดย ABC รายงานว่า แม้รัฐบาลยังไม่ได้ประกาศลดจำนวนโควตานักเรียนต่างชาติโดยตรง แต่การตัดสิทธิ์พาครอบครัวไปด้วยจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการควบคุมจำนวนผู้อพยพ

ข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า ในปีงบประมาณล่าสุด มีการอนุมัติวีซ่านักเรียน 337,427 ราย และในจำนวนนี้ 45,991 รายเป็นวีซ่าสำหรับผู้ติดตามหรือสมาชิกครอบครัว ซึ่งสะท้อนว่ามาตรการดังกล่าวอาจมีผลต่อผู้เดินทางเข้าประเทศจำนวนไม่น้อย

นอกจากเรื่องครอบครัวของนักเรียนต่างชาติ รัฐบาลยังเตรียมเพิ่มความเข้มงวดกับวีซ่าชั่วคราว โดยมุ่งจัดการกรณีผู้ถือวีซ่าเปลี่ยนประเภทวีซ่าเพื่อยืดเวลาพำนักในประเทศ และต้องการให้ผู้ย้ายถิ่นออกจากออสเตรเลียเมื่อวีซ่าหมดอายุ เพื่อป้องกันการใช้ช่องทางที่เรียกว่า “visa hopping”

ออสเตรเลียเผชิญแรงกดดันให้ควบคุมจำนวนผู้อพยพ หลังจำนวนการย้ายถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อประเทศเปิดพรมแดนอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 หลังใช้มาตรการจำกัดการเดินทางเกือบ 2 ปีในช่วงโควิด-19 โดยนักเรียนต่างชาติ ผู้เดินทางแบบเวิร์กกิงฮอลิเดย์ และแรงงานทักษะชั่วคราว เป็นกลุ่มสำคัญที่ผลักดันตัวเลขดังกล่าว

ข้อมูลทางการระบุว่า จำนวนผู้อพยพสุทธิในปีสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2025 อยู่ที่ 306,000 คน ลดลงจาก 429,000 คนในปี 2024 และระดับสูงสุด 518,000 คนในปี 2023 โดยนักเรียนต่างชาติคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของตัวเลขล่าสุด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นการควบคุมผู้อพยพกำลังเป็นที่ถกเถียงในออสเตรเลีย โดยมีทั้งข้อกังวลเรื่องแรงกดดันต่อที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกันภาคการศึกษาก็จับตาผลกระทบจากมาตรการจำกัดการนำครอบครัวของนักเรียนต่างชาติเข้าประเทศอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : channelnewsasia

สื่ออินเดียตีข่าว “สี จิ้นผิง” ป่วยระหว่างร่วมประชุม BRICS ที่นิวเดลี

สื่ออินเดียตีข่าว "สี จิ้นผิง" ป่วยระหว่างร่วมประชุม BRICS ที่นิวเดลี

17 ก.ย. 2569 11:35 น.

สื่ออินเดียตีข่าว “สี จิ้นผิง” ป่วยระหว่างร่วมประชุม BRICS ที่นิวเดลี

สื่อของอินเดียรายงานข่าวลืออาการป่วยของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่เกิดขึ้นระหว่างร่วมประชุม BRICS ที่ กรุงนิวเดลี ทำให้ต้องเดินทางกลับจีนกะทันหัน

วันที่ 16 กันยายน 2569 เว็บไซต์ข่าวไทม์ ออฟ อินเดีย รายงานอ้างคำเปิดเผยของนายหวังชุน เซีย ประธานพรรคประชาธิปไตยจีน ที่โพสต์ลงใน X ว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีอาการหน้ามืดระหว่างเข้าร่วมการประชุม BRICS ที่จัดขึ้นในกรุงนิวเดลี ของอินเดีย และถูกส่งตัวขึ้นเครื่องบินพิเศษทางการแพทย์ไปยังกรุงปักกิ่ง

รายงานข่าวยังระบุว่า หลังได้รับการรักษาพยาบาลเบื้องต้นจากทีมแพทย์ที่ร่วมคณะไปด้วยกันแล้ว ผู้นำจีนได้ย่นเวลาเยือนอินเดียเพื่อเดินทางกลับจีนก่อนกำหนด ซึ่งเมื่อเครื่องบินพิเศษเดินทางถึงท่าอากาศยานของจีนก็ไม่ได้มีการต้อนรับกลับ แต่มีเฮลิคอปเตอร์ทหารมารับตัวผู้นำจีนไปยังโรงพยาบาลพิเศษ 301 ในกรุงปักกิ่ง

รายงานข่าวระบุว่า ทีมแพทย์โรงพยาบาล 301 ยังเปิดเผยว่า นายสีจิ้นผิงมีอาการป่วยด้วยโรคอิสซีมิก สโตรก (ischemic stroke) หรือ โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน นอกจากนี้ยังระบุว่า ผู้นำจีนมีความกังวลว่าข้อมูลด้านสุขภาพจะรั่วไหลไปถึงทางอินเดียทำให้ปฏิเสธรับการรักษาที่โรงพยาบาลอินเดีย

โดยข่าวลืออาการป่วยของผู้นำจีนเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 12-13 กันยายน 2569 ในการประชุมสุดยอด BRICS ที่กรุงนิวเดลี ของอินเดีย โดยมีการแชร์คลิปนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีของอินเดีย หยุดชะงักระหว่างกล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุมเมื่อวันที่ 12 กันยายน เพื่อสอบถามว่าทางด้านของผู้นำจีน “โอเคหรือไม่” ซึ่งมีรายงานอีกกระแสว่า ที่จริงคำถามของผู้นำอินเดียมีขึ้นระหว่างที่หูฟังล่ามแปลภาษาของผู้นำจีนเกิดขัดข้องพอดี ทำให้ต้องมีการถอดหูฟังออกมาตรวจสอบและมีเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคหลายคนเข้าไปช่วยดูตรงนั้น

อย่างไรก็ตาม กรณีของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ขณะนี้ยังมีเพียงข่าวลือจากแหล่งข่าวฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจีน ซึ่งอ้างว่าผู้นำจีนมีอาการป่วยและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ไม่มีการยืนยันข้อมูลอย่างเป็นทางการของจีน และมีการเปิดเผยว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เข้าร่วมภารกิจตามกำหนดการครบถ้วน และเดินทางกลับกรุงปักกิ่งในวันที่ 13 กันยายนตามแผน โดยยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเขามีปัญหาด้านสุขภาพหรือไม่อย่างไร

ขณะที่ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่านายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เปิดเผยต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินแห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายนว่า เขามีกำหนดพบกับนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ โดยการพบหารือถือเป็นการเตรียมการตามปกติก่อนการพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งทรัมป์ระบุว่าจะมีขึ้นในกรุงวอชิงตัน ดีซี ในวันที่ 24 กันยายน นี้ โดยการเดินทางครั้งนี้มีการเตรียมการมานานหลายเดือน แต่ทางการจีนยังไม่ได้ยืนยันกำหนดวันดังกล่าวอย่างเป็นทางการ.

 ที่มา Times of India

ฟิจิประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ วิกฤตเอชไอวีพุ่ง พบผู้ติดเชื้อก้าวกระโดด

ฟิจิประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ วิกฤตเอชไอวีพุ่ง พบผู้ติดเชื้อก้าวกระโดด

17 ก.ย. 2569 11:18 น.

ฟิจิประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ วิกฤตเอชไอวีพุ่ง พบผู้ติดเชื้อก้าวกระโดด

ฟิจิประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับชาติจากการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวี หลังจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีปัจจัยจากการใช้ยาเสพติด การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน รัฐบาลเตรียมขยายบริการตรวจ ป้องกัน และรักษา

ฟิจิ ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับชาติจากการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวี หลังจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่รัฐบาลเตรียมยกระดับมาตรการตรวจหาเชื้อ การรักษา และการป้องกันการแพร่ระบาด

อันโตนิโอ ลาลาบาลาวู รัฐมนตรีสาธารณสุขฟิจิ เปิดเผยว่า ในปี 2568 มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ประมาณ 2,016–2,060 ราย โดยรัฐบาลประเมินว่า ปัจจุบันประชากรวัยผู้ใหญ่ประมาณ 1 คนในทุก 60 คนติดเชื้อเอชไอวี เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 1 คนในทุก 167 คนเมื่อ 5 ปีก่อน นอกจากนี้ หญิงตั้งครรภ์ประมาณ 1 ใน 50 คนติดเชื้อเอชไอวี และมีทารกเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับเชื้อดังกล่าวเพิ่มขึ้น

รัฐมนตรีสาธารณสุขระบุว่า การรับมือในระดับการระบาดทั่วไปไม่เพียงพออีกต่อไป พร้อมประกาศภาวะฉุกเฉินอย่างเป็นทางการ หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ร่วมกันดำเนินมาตรการอย่างเร่งด่วน

ข้อมูลจากโครงการร่วมแห่งสหประชาชาติว่าด้วยเอชไอวีและเอดส์ หรือ UNAIDS ระบุว่า ฟิจิมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีประมาณ 9,100 คนในปี 2568 แต่มีเพียงร้อยละ 39 ที่ทราบสถานะการติดเชื้อของตนเอง และเพียงร้อยละ 22 ที่เข้าถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ 78 สำหรับผู้ติดเชื้อที่เข้าถึงการรักษา

UNAIDS ระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ในฟิจิเพิ่มขึ้นถึง 12 เท่า ระหว่างปี 2553–2568 ส่งผลให้ฟิจิเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อรายใหม่รวดเร็วที่สุดในโลก

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขและองค์กรพัฒนาเอกชนระบุว่า การใช้ยาเมทแอมเฟตามีนที่เพิ่มขึ้น การฉีดยาเสพติดโดยใช้เข็มร่วมกัน และการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย เป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งการแพร่ระบาด โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เรียกว่า “Bluetoothing” หรือ “hotspotting” ซึ่งผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดจะฉีดเลือดของผู้ที่อยู่ในอาการมึนเมาจากยาเสพติดเข้าสู่ร่างกาย โดยอาจใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี

ฟิจิยังเผชิญปัญหาการเข้าถึงเข็มฉีดยาสะอาดที่จำกัด ขณะที่การตีตราทางสังคม ความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพที่ไม่เพียงพอ และการเข้าถึงบริการตรวจและรักษาที่จำกัด ยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น

รัฐบาลฟิจิเตรียมจัดตั้งโครงการแจกเข็มและกระบอกฉีดยา เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อจากการใช้เข็มร่วมกัน โดยรัฐมนตรีสาธารณสุขยืนยันว่า ประเทศมีอุปกรณ์เพียงพอแล้ว และจะเสนอแก้ไขกฎหมายต่อรัฐสภา เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการได้

เจสัน มิตเชลล์ หัวหน้าคณะทำงานรับมือเอชไอวีแห่งชาติฟิจิ กล่าวว่า อาจต้องใช้เวลามากกว่า 5 ปีในการควบคุมการแพร่ระบาด พร้อมเตือนว่า วิกฤตเอชไอวีส่งผลให้ระบบสาธารณสุขของประเทศเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการรองรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลและการให้บริการผู้ป่วยนอก

ด้านวินนี ไบอันยิมา ผู้อำนวยการบริหาร UNAIDS กล่าวต้อนรับการประกาศภาวะฉุกเฉินของฟิจิ โดยระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนใจอย่างชัดเจนต่อประชาคมโลกว่า ปัญหาเอดส์ยังไม่สิ้นสุด และการแพร่ระบาดของเอชไอวีสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ประเทศต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องมีระบบสาธารณสุขและเครือข่ายชุมชนที่พร้อมตอบสนองต่อวิกฤตอย่างเร่งด่วน พร้อมสนับสนุนแผนการขยายบริการป้องกัน ตรวจหาเชื้อ และเข้าถึงการรักษาของฟิจิ.

ที่มา BBC / Guardian

กัมพูชาจะเปลี่ยน “โปเชนตงแอร์พอร์ต” สนามบินเก่าในพนมเปญเป็นสวนสาธารณะ อนุรักษ์อาคาร-หอบังคับการไว้

กัมพูชาจะเปลี่ยน "โปเชนตงแอร์พอร์ต" สนามบินเก่าในพนมเปญเป็นสวนสาธารณะ อนุรักษ์อาคาร-หอบังคับการไว้

17 ก.ย. 2569 10:01 น.

กัมพูชาจะเปลี่ยน “โปเชนตงแอร์พอร์ต” สนามบินเก่าในพนมเปญเป็นสวนสาธารณะ อนุรักษ์อาคาร-หอบังคับการไว้

นายกฯ “ฮุน มาเนต” ของกัมพูชา ประกาศปรับเปลี่ยนพื้นที่สนามบินโปเชนตงเดิมในกรุงพนมเปญเป็น “สวนสาธารณะโปเชนตง” พร้อมอนุรักษ์อาคารผู้โดยสารและหอบังคับการเดิมไว้

วันที่ 16 กันยายน 2569 นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ประกาศแผนพัฒนาพื้นที่สนามบินโปเชนตง สนามบินแห่งเก่าในกรุงพนมเปญ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อการพักผ่อนและทำกิจกรรมขนาดใหญ่ ภายใต้ชื่อ “สวนสาธารณะโปเชนตง” (Pochentong Park)

ผู้นำกัมพูชากล่าวระหว่างพิธีเปิดโรงพยาบาลหลวงมี เมื่อวันพุธที่ 16 กันยายนว่า โครงการพัฒนาพื้นที่สนามบินเก่าจะยังคงรักษาอาคารผู้โดยสารและหอบังคับการบินเก่าซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของสนามบินโปเชนตงเอาไว้ พร้อมเพิ่มพื้นที่สีเขียวและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน และออกกำลังกาย รวมถึงพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมสาธารณะ

รายงานข่าวระบุว่า ในอนาคตพื้นที่แห่งนี้ยังสามารถใช้จัดการแข่งขันวิ่งมาราธอน นิทรรศการ และคอนเสิร์ต โดยอาจพัฒนาร้านกาแฟ พื้นที่จอดรถ และบริการอื่นๆ ผ่านการให้เอกชนเช่าพื้นที่ โดยนายกรัฐมนตรีกัมพูชาย้ำว่า ที่ดินบริเวณสนามบินเดิมจะยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ ขณะที่โครงการมีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์เอกลักษณ์และประวัติศาสตร์ของโปเชนตง ควบคู่กับการสร้างพื้นที่พักผ่อนแห่งใหม่สำหรับประชาชนในกรุงพนมเปญ.

ที่มา Freshnews

“คิม โย จอง” ฟาดเดือด! มีแต่ “คนโง่” ที่เชื่อว่าเกาหลีเหนือจะยอมละทิ้งโครงการนิวเคลียร์

"คิม โย จอง" ฟาดเดือด! มีแต่ "คนโง่"  ที่เชื่อว่าเกาหลีเหนือจะยอมละทิ้งโครงการนิวเคลียร์

17 ก.ย. 2569 09:51 น.

“คิม โย จอง” ฟาดเดือด! มีแต่ “คนโง่” ที่เชื่อว่าเกาหลีเหนือจะยอมละทิ้งโครงการนิวเคลียร์

คิม โย จอง น้องสาว คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ประกาศกร้าว สถานะรัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เป็นสิ่งเด็ดขาดและย้อนกลับไม่ได้ พร้อมซัดคนที่เชื่อว่าเกาหลีเหนือจะยอมปลดนิวเคลียร์ว่า “ไอ้โง่”

คิม โย จอง น้องสาวและผู้มีบทบาทสำคัญในรัฐบาลเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 17 กันยายน ระบุว่า สถานะของเกาหลีเหนือในฐานะประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์นั้นเด็ดขาด และไม่มีสิ่งใดสามารถทำให้เปลี่ยนแปลงหรือย้อนกลับได้

แถลงการณ์ดังกล่าวเผยแพร่โดยสำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ KCNA ขณะที่การประชุมใหญ่ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA กำลังจัดขึ้นที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

คิม โย จอง ระบุว่า คลังอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือมีส่วนสำคัญในการยับยั้งการกระทำอุกอาจของพวกนอกรีตในระดับนานาชาติ พร้อมกล่าวถึงความพยายามผลักดันให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์ว่าเป็นคำพูดไร้สาระแบบเดิม ๆ ที่คาดว่าจะได้ยินอีกในการประชุม IAEA

เธอยังกล่าวอย่างดุเดือดว่า หากใครเชื่อว่าการปลดนิวเคลียร์เกาหลีเหนือเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ คนเหล่านั้นก็คือพวกโง่

คิม โย จอง ยังย้ำว่า ไม่ว่าฝ่ายที่เป็นศัตรูจะพยายามปฏิเสธความเป็นจริงด้วยถ้อยคำสวยหรูเพียงใด ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานะของเกาหลีเหนือในฐานะประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งถูกกำหนดไว้แล้วทั้งในทางกายภาพและทางกฎหมาย

ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้บัญญัติสถานะการเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในกฎหมาย พร้อมประกาศว่าคลังอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศเป็นสิ่งถาวรและไม่สามารถย้อนกลับได้

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เพิ่งระบุว่า เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ประมาณ 57 ลูก ขณะที่เกาหลีใต้ประเมินว่าตัวเลขดังกล่าวอาจอยู่ระหว่าง 80-120 ลูก

คลังอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 ระหว่างคิม จอง อึน และทรัมป์ ล้มเหลวในปี 2019 หลังทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ว่าเกาหลีเหนือจะได้รับอะไรเป็นการตอบแทน หากยอมดำเนินมาตรการปลดอาวุธนิวเคลียร์.

ที่มา : channelnewsasia